Showing posts with label ทุจริต. Show all posts
Showing posts with label ทุจริต. Show all posts

Monday, October 27, 2008

เอ๋-ชนม์สวัสดิ์ คุก12 เดือน โทษรอลงอาญา 3 ปี

วันนี้ (28 ต.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ห้องพิจารณาคดี 812 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.79/2551 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายชนม์สวัสดิ์ หรือเอ๋ อัศวเหม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี บุตรชายนายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย ซึ่งหลบหนีคดีทุจริตที่ดินคลองด่าน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้จำคุก 10 ปี ได้หลบหนีไป ร่วมกับนายสกุล ประมูลชัย และนายปรัชญา ไชยะกุล คนสนิทของนายชนม์สวัสดิ์ เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานตำรวจ ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และขัดขวางการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ขณะขอตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในร่างกาย

คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า เมื่อวันที่ 20 พ.ค.50 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงคืน จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันข่มขืนใจ ส.ต.อ.ปรารถ แสงนิล ผบ.หมู่งานจราจร สน.มักกะสัน ผู้เสียหายให้ยินยอมหรือละเว้นไม่ต้องให้จำเลยที่ 1 ไปตรวจวัดหาปริมาณแอลกอฮอล์ที่ด่านตรวจ ก่อนที่จำเลยทั้งสามจะร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายโดยใช้มือจับข้อมือ ใช้แขนล็อกคอและใช้มือดันหลังผู้เสียหายให้เข้าไปภายในสำนักงานของปั๊มน้ำ มันเพียว ซึ่งจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันลงมือกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปโดย ตลอดแล้ว แต่การกระทำไปไม่บรรลุผล เนื่องจากผู้เสียหายไม่ยินยอมละเว้นตามที่จำเลยทั้งสามร่วมกันข่มขืนใจ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยทั้งสามได้บังอาจร่วมกันต่อสู้ขัดขวางผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานใน การปฏิบัติตามหน้าที่

อีกทั้งจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป อันเป็นการฝ่าฝืนตามกฎหมาย นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังบังอาจดูหมิ่นเหยียดหยามเกียรติยศ ศักดิ์ศรีชื่อเสียงของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขณะปฏิบัติตามหน้าที่ ให้ได้รับความอับอายเสียหายต่อเกียรติยศชื่อเสียงและศักดิ์ศรี เหตุเกิดที่แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 138, 139 ประกอบ มาตรา 140 วรรคแรก

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ พิพากษาจำเลยทั้งสามมีความผิดฐาน ร่วมกันต่อสู้ หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายให้การ ปฏิบัติตามหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้าย ร่วมกันลงมือกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี ปรับ 10,000 บาท ฐานร่วมกันข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือให้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกันลงมือกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ลงโทษจำคุกคนละ 8 เดือน ปรับ 6,000 บาท และจำเลยที่ 1-2 มีความผิดฐานร่วมกันดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำคุกคนละ 4 เดือน ปรับ 2,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เห็นสมควรให้ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 ไว้ที่ 12 เดือนปรับ 9,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 3 ไว้ 10 เดือน ปรับ 8,000 บาท

จากการสืบเสาะประวัติของจำเลยที่ 1-2 แล้วเห็นว่าจำเลยที่ 1-2 ไม่เคยได้รับโทษทางอาญามาก่อน แม้จำเลยที่ 1 จึงถูกศาลจังหวัดสมุทรปราการ พิพากษาจำคุกเป็นเวลา 4 ปี แต่คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด อาจมีการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาในภายหลังได้ ประกอบกับผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความแล้ว อีกทั้งจำเลยร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 100,000 บาท ให้แก่ สน.มักกะสัน เพื่อให้โอกาสแก่จำเลยในการกลับตัว โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษมีกำหนดเป็นเวลา 3 ปี และให้จำเลยทั้งสาม รายงานตัวต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติเป็นเวลา 4 เดือนต่อครั้ง ในกำหนดระยะเวลา 1 ปี บริการสังคมเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ภายหลังจำเลยทั้งสามได้ชำระค่าปรับและลงลายมือชื่อรับทราบคำพิพากษาแล้ว

นายชนม์สวัสดิ์ กล่าวว่า ขอน้อมรับในคำพิพากษา จะไม่ขอยื่นอุทธรณ์แต่อย่างใด ที่ผ่านมาเรื่องทั้งหมดเกิดจากความเข้าใจผิดกัน อยากให้เรื่องนี้จบลงให้ดีที่สุดเร็วที่สุด ตั้งแต่เกิดคดีขึ้นตนได้เจรจากับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว แต่อาจมีบางเรื่องที่คลาดเคลื่อนจากความจริงไป สำหรับประเด็นการทำร้ายร่างกายนั้นเป็นเรื่องที่ศาลมีคำตัดสินไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ติดต่อกับนายวัฒนา บิดาหรือไม่ นายชนม์สวัสดิ์ กล่าวว่า ยังติดต่อกันบ้างในฐานะลูกย่อมมีความเป็นห่วงบิดา ส่วนเรื่องการบำเพ็ญประโยชน์ให้สังคมนั้นได้กระทำมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

Tuesday, October 14, 2008

ออกหมายจับทักษิณคดีแปลงสัมปทาน


ศาลฎีกาฯนักการเมือง ออกหมายจับทักษิณ คดีแปลงสัญญาสัมปทาน และสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว

ที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาครั้งแรก ในคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในความผิดฐานกระทำการอันเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของตนเองและพวกพ้อง กระทำการอันเป็นการขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวม และเป็นเจ้าพนักงานทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ แปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต หรือกรณีแปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือของตระกูลชินวัตร ทำให้ได้ผลประโยชน์กว่า 10,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เมื่อถึงเวลานัด ศาลได้มีคำสั่งออกหมายจับจำเลย และจำหน่ายคดีนี้ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะได้ตัวจำเลยมาดำเนินการ ตามกระบวนการของกฏหมาย
ที่มา โพสท์ทูเดย์

สองคู่หูสมัคร-สหัสเอี่ยวทุจริตสินบนอุโมงค์ญี่ปุ่นฉาว กว่า 500ล้านบาท


วันนี้ (14 ต.ค.) ที่รัฐสภา นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการคณะกรรมการธิการการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวถึงผลสรุปในการจัดซื้ออุโมงค์ระบายน้ำท่วม แสนแสบ-ลาดพร้าว ในปี 2544-2546 ที่มีการกล่าวหาว่า อดีตผู้ว่าฯ กทม.การรับสินบนจากอดีตผู้บริหารบริษัทก่อสร้าง นิชิมัตซึ คอนสตรัคชัน จำนวน 400 ล้านเยน หรือ 125 ล้านบาท เพื่อแลกกับการได้งานดังกล่าวว่า คณะอนุกรรมาธิการได้ศึกษาข้อมูลเป็นเอกสารกว่า 5หมื่นหน้า และเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหา คือ นายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าฯ กทม.และ นายสหัส สหัสบัณฑิตกุล รองผู้ว่าฯ กทม.ในขณะนั้น ซึ่งผลสรุปปรากฏว่า พบราคากลางเกินกว่าความเป็นจริง 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นอำนาจของผู้ว่าฯ กทม.ที่จะเห็นชอบหรือระงับโครงการดังกล่าวได้ และยังพบว่ามีการฮั้วงาน นอกจากนี้ ยังมีการกั๊กงานไว้อีก 400 วัน เพื่อกำหนดราคากลาง และไม่มีการปรับบริษัทที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้เขียนราคากลาง ส่งผลให้ กทม.เสียประโยชน์จากค่าปรับ 300 ล้านบาท

“คณะอนุกรรมาธิการมีมติส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการรชุดใหญ่ ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ โดยเบื้องต้นคณะอนุฯสรุปว่า โครงการนี้พบทุจริตจริง โดยผู้เกี่ยวข้อง คือ นายสมัคร นายสหัส ทำให้รัฐเสียหายกว่า 500 ล้านบาท แต่ถ้าคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ไม่ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการ ผมก็จะใช้เอกสิทธิ์ความเป็น ส.ส.ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการทันที” นายชาญชัยกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำแสนแสบ (คลองลาดพร้าว-สถานีสูบน้ำพระโขนง) มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท กทม.ได้เปิดประกวดราคาโครงการ เมื่อ ก.ค.2546 สมัย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ว่าฯ กทม.มีคุณหญิงณฐนนท์ ทวีสิน เป็นปลัด กทม.ในขณะนั้น กทม.มีปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่บางกะปิ คลองสามวาและมีนบุรี ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาการระบายน้ำลงสู่คลองแสนแสบให้รวดเร็ว จึงมีโครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เมตร ยาว 5.3 กิโลเมตร โดยกิจการร่วมค้า ไอเอ็น (บริษัทมหาชนจำกัด อิตาเลียนไทย และ นิชิมัสซึ คอนสตรัคชั่น) เป็นผู้ชนะการประมูลโดยเสนอราคาต่ำสุดที่ 2,115,134,912 บาท โดยโครงการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบ และคลองลาดพร้าว เริ่มต้นโครงการจากบึงพระราม 9 และสิ้นสุดโครงการที่สถานีสูบน้ำพระโขนง รวมระยะทาง 5.3 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้โครงการดังกล่าวคืบหน้าไปแล้ว 75% และกำหนดแล้วเสร็จในเดือนธ.ค.2551 นี้

ล่าสุด โครงการนี้ตกเป็นข่าวครึกโครม เมื่อหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น เปิดเผยว่า มีการจ่ายเงินสินบนในประเทศไทย 400 ล้านเยน หรือ 125 ล้านบาท เพื่อแลกกับโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำบริเวณคลองแสนแสบ-ลาดพร้าว ของ กทม.มูลค่า 2,000 กว่าล้านบาท ช่วงที่ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่าฯ กทม.เมื่อปี 2546

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์