Showing posts with label พรรคพลังประชาชน. Show all posts
Showing posts with label พรรคพลังประชาชน. Show all posts

Tuesday, October 14, 2008

ศาล รธน.รับคดียุบ 3 พรรคไว้ไต่สวน


วันนี้ (14 ต.ค.) นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีนายชัช ชลวร เป็นประธานว่า ที่ประชุมคณะตุลาการมีคำสั่งรับคำร้องที่อัยการสูงสุด (อสส.) ขอให้ยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย (มฌ.) พรรคชาติไทย (ชท.) และพรรคพลังประชาชน (พปช.) ไว้พิจารณาแล้ว

โดยต่อจากนี้ ทางศาลจะทำหนังสือให้หัวหน้าพรรคทั้ง 3 พรรคได้รับทราบและส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหามายังศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับแต่วันที่รับหนังสือ อย่างไรก็ตาม ทางศาลยังอนุญาตให้นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ และคณะเป็นผู้ดำเนินคดีในศาลรัฐธรรมนูญแทนอัยการสูงสุดตามที่ได้ขอมา

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะหยิบยกพรรคใดขึ้นมาพิจารณาเป็นพรรคแรก นายไพบูลย์ กล่าวว่า ยังไม่สามารถบอกได้ ขึ้นอยู่เอกสารหลักฐานว่าตุลาการจะสรุปสำนวนของพรรคใดได้เร็วกว่ากัน หากข้อมูลไม่ซับซ้อนก็อาจหยิบยกพรรคนั้นขึ้นมาพิจารณาก่อนได้ ทั้งนี้ น่าจะต้องมีการพิจารณาไต่สวนออกนั่งบัลลังก์เหมือนการพิจารณายุบพรรคที่ผ่าน มา

ทั้งนี้ คาดว่าภายในสิ้นเดือนน่าจะเริ่มกระบวนการพิจารณาในขั้นต่อไปได้ โดยต้องขึ้นอยู่กับคณะตุลาการเป็นผู้พิจารณา ส่วนจะใช้ระยะเวลากี่เดือนจะแล้วเสร็จยังไม่สามารถกำหนดได้ ถือเป็นอำนาจของตุลาการพิจารณาประเด็นหลังจากมีการส่งคำโต้แย้งของคู่กรณีมา แล้ว และศาลจะคำนึงถึงการอำนวยการยุติธรรมให้มากที่สุดและให้โอกาสคู่กรณีก่อน

เมื่อถามว่า กรณีนายสมัคร สุนทรเวช อดีตหัวหน้าพรรค พปช.กำลังป่วยไม่สามารถมาชี้แจงด้วยตัวเองได้จะมีผลต่อการพิจารณาหรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่น่ามีปัญหาในเรื่องนี้ เพราะในคำร้องได้ระบุไว้ว่าสามารถให้ผู้รักษาการแทนมาชี้แจงแทนได้ เพราะพรรคการเมืองเป็นนิติบุคคล

เมื่อถามว่า กรณีมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะมีผลต่อการพิจารณาคดียุบพรรคพลังประชาชนหรือไม่ นายพสิษฐ์ กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นนั้นเป็นสิทธิส่วนตัวของนายจรัญ ตุลาการมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นและการกระทำก็ไม่ได้เป็นมติของศาลแต่ อย่างได ซึ่งนายจรัญก็เป็นคนดีและมีดุลยพินิจเป็นของตัวเอง การกระทำต่างๆ ท่านคงต้องดูตามความเหมาะสม

เมื่อถามว่า หากมีการร้องขอมาให้นายจรัญต้องออกจากการเป็นองค์คณะในการพิจาณากรณียุบพรรค พลังประชาชนนั้น นายจรัญจำเป็นต้องออกจากการเป็นองค์คณะหรือไม่ นายพสิษฐ์ กล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะขณะนี้เป็นเพียงการตรวจรับคำร้อง ซึ่งยังไม่ได้ลงไปในรายละเอียดและกระบวนการพิจารณา ก็อาศัยของกำหนดเป็นตัวตั้งอยู่แล้ว

ส่วนหากมีการยุบสภาเกิดขึ้นในเวลานี้ คดีการยุบพรรคจะต้องดำเนินต่อไปหรือไม่นั้น ตนเห็นว่าเป็นดุลพินิจของตุลาการ และเหตุก็ยังไม่เกิด ค่อยมาว่ากันทีหลังว่าจะพิจารณาต่อหรือว่าจะจำหน่ายเรื่องใดออก ส่วนจะมีการกดดันหรือไม่ นั้นเชื่อว่าตุลาการฯก็คงไม่ได้กดดันอะไร

เมื่อถามถึงกรณีที่จะมีการยื่นเรื่องให้ตุลาการฯพิจารณาเรื่ององค์ ประชุมไม่ครบ นการแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 7 ต.ค.นั้น ร่วมเรื่องที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีถือหุ้นในบริษัทล็อกอินโฟร์ เกิน 5% นายพสิษฐ์ กล่าวว่า ทั้ง 2 เรื่อยังมาไม่ถึงศาล ต่อจากนี้หากมีการยื่นเรื่องใดมาถึงศาลก็จะแจ้งให้สื่อมวลชนได้รับทราบ

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

Monday, October 13, 2008

ส.ส.ในสังกัดชวลิตออกโรงป้อง ยันยึดสันติวิธีแก้ปัญหามาโดยตลอด

วันนี้ (13 ต.ค.) ที่รัฐสภา นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะคณะทำงานของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ ได้แถลงถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า พล.อ.ชวลิตตัดสินใจหรือสั่งสลายม็อบด้วยวิธีการรุนแรงเมื่อวันที่ 7 ต.ค..ว่า เรื่องนี้ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพพจน์ที่มิหลักการในการแก้ไขปัญหาบ้าน เมืองด้วยวิธีสันติมาโดยตลอด ซึ่งตนก็ได้หารือกับพล.อ.ชวลิต เพื่อให้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบ แต่ท่านบอกว่าใครจะว่ากล่าวอย่างไรท่านไม่ท้อถอย หรือหมดกำลังใจเพราะมั่นใจว่าได้ยึดหลักสันติวิธีในการแก้ไขปัญหา ขอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ และพร้อมจะให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่รัฐบาลตั้งขึ้น มา อย่างไรก็ตามตนและส.ส.อีกหลายคนได้อยู่ในเหตุการณ์กับพล.อ.ชวลิตในคืนวันที่ 6 ต.ค.ตั้งแต่ต้นจนจบว่า พล.อ.ชวลิตได้เสนอหลักการแก้ปัญหาโดยยึดหลักสันติวิธี แต่กลับมีการว่ากล่าวทำให้ประชาชนเข้าใจผิดไปจากความจริง ถือว่าไม่ยุติธรรมสำหรับคนที่ตั้งใจที่ดี แล้วได้ผลร้ายตอบแทน

นายชวลิต กล่าวว่า หลังจากรับตำแหน่งรองนายกฯก็ได้มีการประสานงานกับกลุ่มพันธมิตร ซึ่งก็ได้รับการตอบรับด้วยดี ทำให้บรรยากาศการเมืองในขณะนั้นดีขึ้นมาก ทำให้มั่นใจว่าความปรองดองและสมานฉันท์จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ แต่เมื่อมีการจับ 2 แกนนำพันธมิตรก็ทำให้เกิดความแคลงใจว่ารัฐบาลตีสองหน้า ทำให้ภาระตกอยู่ที่พล.อ.ชวลิต ซึ่งทางพันธมิตรได้ระดมพลปิดล้อมหน้ารัฐสภา เพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายรัฐบาล จึงทำให้รัฐบาลเรียกประชุมครม.นัดพิเศษที่ดอนเมืองเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ ซึ่งพล.อ.ได้เสนอทางออกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 3-4 กองร้อยรักษาสถานที่คือรัฐสภา และให้ย้ายสถานที่ประชุมเป็นที่กองทัพไทย และศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งนายกฯและรัฐมนตรีหลายคนก็สนับสนุน ขณะเดียวกันก็มีรัฐมนตรีหลายคนไม่เห็นด้วย และนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภายืนยันไม่เปลี่ยนแปลงสถานที่ วัน เวลาการประชุม ในที่สุดที่ประชุมได้มอบหมายให้พล.อ.ชวลิตเป็นผู้ดูแลความสงบเรียบร้อย โดยพล.อ.ชวลิตได้มอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่บชน.ให้เจรจากับกลุ่ม พันธมิตรด้วยความละมุนละม่อมเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาเดินทางเข้าไปประชุมตาม กำหนดได้ แต่หากไม่สามารถปฎิบัติตามนโยบายก็ขอให้ยุติไว้ก่อน

นายชวลิต กล่าวอีกว่า เมื่อไม่เป็นไปตามนโยบายที่ให้ไว้จนเกิดการปะทะกันบาดเจ็บ ล้ม ตาย พล.อ.ชวลิตท่านก็รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก เพราะท่านเห็นว่าแนวทางสันติเท่านั้นที่จะแก้ไขปัญหาความแตกแยก เพื่อนำไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ ซึ่งพล.อ.ชวลิตก็เห็นด้วยที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯที่ออกรายการโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเมื่อวันที่ 12 ต.ต.ที่ยินดีจะเจรจากับพันธมิตรเพื่อยุติปัญหาที่มีอยู่อย่างยาวนานให้หมด สิ้น อย่างไรก็ตามกรณีที่พล.อ.ชวลิตได้เสนอทางออกด้วยการปฎิวัตินั้น ท่านระบุว่าต้องคิดตามหลาย ๆชั้น เพราะเป้าหมายสุดท้ายของนายทหารประชาธิปไตยคือต้องไม่ให้เกิดการปฎิวัตินั้น เอง

ผู้สื่อข่าวถามเหตุใดพล.อ.ชวลิตจึงปล่อยเวลาให้เนินนานไม่ชี้แจง ตั้งแต่ต้น นายชวลิต กล่าวว่า โดยส่วนตัวท่านเองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็ไม่คิดจะชี้แจง โดยยึดหลักให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เหมือนที่เคยถูกกล่าวหาในอดีต ซึ่งตนก็แย้งว่าตอนนี้อายุ 76 ปีแล้วหากปล่อยกว่าสังคมจะรับรู้ก็เกิดความเสียหายแล้ว อย่างไรก็ตามขณะนี้ท่านก็ยังยืนยันว่าจะไม่ละทิ้งบ้านเมือง แต่สถานะของท่านขณะนี้คงไม่สามารถทำความเข้าใจได้

เมื่อถามว่าเหตุการณ์ปะทะกันเพราะพล.อ.ชวลิตถูกหักหลังหรือไม่ นายชวลิต กล่าวว่า ในทางปฎิบัติอุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ท่านให้ได้นโยบาย แต่ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด ผู้รับปฎิบัติก็คือผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของบช.น.จึงไม่คิดว่าจะเป็นการหัก หลัง เข้าใจว่าตำรวจคงทำตามหน้าที่ ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสอบสวน

ผู้สื่อข่าวถามว่าการให้สัมภาษณ์ของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ได้กระทบถึงพล.อ.ชวลิต โดยเฉพาะการเสนอให้ปฎิวัติ นายชวลิต กล่าวว่า ตนได้พูดคุยกับท่าน ท่านก็ยังเมตตารุ่นน้อง ๆ ซึ่งในอดีตก็เคยปราบกบฎมาหลายครั้ง ก็ไม่เคยฆ่าน้องแม้แต่รายเดียว เข้าใจว่าผบ.ทบ.ไม่มีเจตนาไปกระทบพล.อ.ชวลิต เพราะเป็นผู้บังคับบัญชาในอดีต