หนุ่มก่อสร้างหึงโหดถูกสาวม.6 ตัดสัมพันธ์บอกเลิก มาดักรอสบช่อง ถีบจักรยานยนต์ล้ม ก่อนราดน้ำมันเบนซิน-จุดไฟเผา เหยื่อวิ่งลงน้ำ ตามบีบคอหวังให้ตาย แต่โชคดีมีชาวบ้านมาประสบช่วยได้ทัน
(29ต. ค.) ร.ต.ท.นคร สายอุด ร้อยเวร สภ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร รับแจ้งจากนายเนียง (นามสมมุติ) อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 143/1 หมู่ที่ 14 บ้านหนองสะแก ต.เนินสว่าง อ.โพธิ์ทับช้าง จ.พิจิตร ว่า นางสาวน้ำ(นามสมมุติ) อายุ 17 ปี บุตรสาวนักเรียน ชั้นม. 6 โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในอ.เมืองพิจิตร ถูกนายสุรศักดิ์ พูนแย้ม อายุ 24 ปี จุดไฟเผาได้รับบาดเจ็บสาหัส นอนรักษาตัวอยู่ห้องพิเศษ 304 ตึกเฉลิมพระเกียรติ ที่โรงพยาบาลพิจิตร เหตุเกิดที่เขตรอยต่อระหว่าง ต.เนินสว่าง กับต.ดงเสือเหลือง อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร เมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา
หลังจากตำรวจ สภ.โพธิ์ประทับช้าง ได้รับแจ้งจึงได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลพิจิตร พบว่าน.ส.น้ำ ถูกไฟเผาใบหน้าบวมพอง สภาพจำไม่ได้ใบหน้าเสียโฉมทั้งหน้า นอกจากนี้บริเวณหน้าอก ลำตัวถูกไฟเผา จนเป็นแผลเหวอะหวะเต็มไปหมด จึงบันทึกไว้เป็นหลักฐานเพื่อจับกุมตัวนายสุรศักดิ์ พูนแย้ม มาดำเนินคดีต่อไป
จากการสอบสวนนายเนียง พ่อของนางสาวน้ำ ให้การว่า เมื่อวันที่ 26 ต.ค.ในช่วงบ่ายบุตรสาวขออนุญาตไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม หน้า อ.โพธิ์ประทับช้าง เพื่อซื้ออุปกรณ์การเรียน ขณะขี่จักยานยนต์ไปกับญาติและน้องพี อายุ 2 ขวบหลานสาวอยู่นั้น ได้มีนายสุรศักดิ์ คนต่างหมู่บ้าน มาแอบชอบบุตรสาวของตนและมาขอแต่งงานแต่ลูกสาวไม่เอาด้วย เพราะยังเรียนไม่จบ ม.6 ได้มาพยายามมาเอารถมาดักหน้าดักหลัง เพื่อให้น.ส.กนกวรรณจอดรถและชักชวนให้หนีไปอยู่ด้วยกัน ทั้งนี้นางสาวน้ำไม่ยอมจึงขับหนีเพื่อจะกลับบ้าน
จากนั้นนายสุรศักดิ์ ได้ขี่รถตามมาจนถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นที่เปลี่ยวได้ใช้เท้าถีบรถของนางสาวน้ำจนล้มลง และใช้น้ำมันบินซินราดไปที่ลำตัวและใบหน้า ก่อนจุดไฟเผาบุตรสาวของตนเอง แต่มีคนผ่านมาพอดี นายสุรศักดิ์จึงหลบหนีไป จากนั้นนางสาวน้ำร้องให้ชาวบ้านที่ผ่านมาช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลพิจิตร
นางสาวน้ำ เปิดเผยว่า นายสุรศักดิ์มีอาชีพรับจ้างก่อสร้างและได้คบหามาประมาณ 1 ปีเศษ โดยนายสุรศักดิ์พยายามชักชวนให้หนีไปอยู่ด้วย แต่ตนไม่ยอม เนื่องจากต้องการเรียนต่อ และบอกเลิก จึงให้นายสุรศักดิ์โกรธมากและพยายามมาง้อขอคืนดีตลอดและพยามชวนให้ไปอยู่ ด้วยอีก ตนก็ไม่ยอม
กระทั่งวันเกิดเหตุนายสุรศักดิ์ จึงได้ขับรถมาดักรอ และได้ถีบรถจนล้ม และนำน้ำมันเบนซินที่เตรียมมาสาดใส่พร้อมทั้งจุดไฟ ตนร้อนจึงวิ่งหนีลงบ่อน้ำที่อยู่ใกล้ๆนายสุรศักดิ์ ก็ตามมากดคอซ้ำอีก แต่ชาวบ้านที่มาประสบเหตุมาช่วยไว้ได้เสียก่อน
นางนอม แม่ของนางสาวน้ำ เปิดเผยว่า ครั้งแรกที่เห็นหน้าลูกถึงเป็นลม เพราะจำเค้าหน้าเดิมไม่ได้ มีแผลทั้งตัว นายสุรศักดิ์เคยมาขอลูกสาวที่บ้านครั้งหนึ่ง และบอกว่าจะให้แม่มาสู่ขอ แต่บอกว่าขอให้ลูกเรียนให้จบก่อน หลังจากนั้นลูกก็มาบอกว่านายสุรศักดิ์ชวนหนีไปอยุ่ด้วย แต่ลูกสาวไม่ยอม จนมาเกิดเหตุ และอยากเรียกร้องให้ตำรวจเร่งจับนายสุรศักดิ์ มาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว เพราะหากจับไม่ได้ ลูกสาวและครอบครัวก็อาจไม่ปลอดภัย
ต่อมาวันเดียวกันนายสมชัย หทยะตันติ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร พร้อมคณะเดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจนางสาวน้ำผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นจำนวนหนึ่ง อีกทั้งกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้าไปช่วยเหลื่อโดยด่วนและกำชับ ให้ตำรวจเร่งจับตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้ เพราะถือว่าเป็นการมุ่งหวังเอาชีวิต
ด้านดร.สุรเสน ทั่งทอง ผ.อ.เขตการศึกษาพิจิตร เขต 1 กล่าวว่า ได้รับรายงานจากอาจารย์ประจำวิชาว่านางสาวน้ำเป็นนักเรียนที่เรียนดีมาก ส่วนเหตุที่เกิดขึ้นก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องการเรียนเพราะมีการเรียนซ่อม เสริมได้ และได้สั่งการให้ครูมาจัดการเรื่องนี้ส่วนเรื่องสวัสดิการที่จะช่วยเหลือ เด็กก็มีกองทุนจำนวนหนึ่งที่จะช่วยเหลือเด็กอยู่แล้ว ส่วนระยะต่อไปเด็กอาการไม่ดีหรือต้องใช้เงินมากขึ้นก็จะหาทางช่วยต่อไป และต้องเตรียมหาทางแก้ไขในเรื่องนี้ไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำขึ้นมาอีก ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดซ้ำขึ้นมาในพื้นที่อื่นๆซึ่งต้องมีการพูดจา กันต่อไป
ด้าน พ.ต.อ. ไชยสิทธิ์ ทรัพย์สิน ผกก.สภ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร กล่าว่า หลังจากได้รับแจ้งตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจในการจับคนร้ายรายนี้เพราะถือว่าเป็น คดีสะเทือนขวัญนายสุรศักดิ์ มุ่งที่จะพยายามฆ่านางสาวน้ำ โดยไตร่ตองไว้ก่อนแล้ว หลังจากที่นายสุรศักดิ์ก่อเหตุแล้วได้หลบหนี ขณะนี้เจ้าหน้ารู้แล้วว่าไปกบดานอยู่ไหน ซึ่งไม่สามารถบอกได้กลัวจะเสียรูปคดี และมั่นใจว่าจับคนร้ายนได้ในเร็วๆนี้
ที่มา คมชัดลึก
Showing posts with label บีบคอ. Show all posts
Showing posts with label บีบคอ. Show all posts
Wednesday, October 29, 2008
Tuesday, October 14, 2008
แฟนหนุ่มวัย28ลงมือบีบคอฆ่าโหดดญ.14
เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 14 ต.ค. พ.ต.ท.จตุภัทร แช่มลำเจียก พงส.(สบ3) สน.สายไหม รับแจ้งจากนายวัฒนา คร่ำสุข อายุ 38 ปี ว่าบุตรสาวถูกฆ่าตายที่บ้านเลขที่ 67/51 หมู่บ้านศรีธราวีลย์ ถนนบ้านเกาะ ซอยพหลโยธิน 54/1 แขวงและเขตสายไหม กทม. จึงรายงาน พ.ต.ท.วิรัตน์ สวาทเพชร รอง ผกก.สส.ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
ที่เกิดเหตุเป็นบ้านทาวน์เฮาส์สองชั้น จุดเกิดเหตุอยู่ในห้องนอนชั้นสอง เจ้าหน้าที่พบศพ ด.ญ.วันวิสา หรือจ๋า คร่ำสุข อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา ย่านสายไหม เสียชีวิตในสภาพนอนหงายสวมเสื้อยืด กางเกงขาสั้นสีขาว บริเวณลำคอมีรอยเขียวช้ำ ข้างศพพบเบียร์ลีโอ 1 ขวด เปิดดื่มไปส่วนหนึ่ง แต่นำฝามาปิดไว้ให้อยู่ในสภาพปกติ นอกจากนี้ ยังพบสมุดบันทึกด้านในเขียนด้วยลายมือว่า “พ่อแม่หนูขอโทษ หนูรักเขามาก หนูขอให้เขามาอยู่บ้านด้วย” ลงวันที่ 13 ต.ค.
ที่เหล็กดัดประตูห้องอีกด้านหนึ่ง พบศพชายทราบชื่อนายศักดิ์ชัย หรืออึ๋ง เขียวตั้ง อายุ 28 ปี อาชีพขาย น้ำพริกอ่องและแค็บหมูตามตลาดนัด บ้านเดิมอยู่เลขที่ 156/1 หมู่ 2 ต.ทาสบเส้า อ.แม่ทา จ.ลำพูน ปัจจุบันพักอยู่บ้านเลขที่ 67/5 ฝั่งตรงข้ามบ้านเกิดเหตุ สภาพศพไม่สวมเสื้อ สวมกางเกงสีดำ เสียชีวิตในสภาพย่อตัวงอ โดยมีเนกไทนักเรียนคาดว่าเป็นของฝ่ายหญิงผูกคอตัวเอง แล้วผูกกับเหล็กดัดประตู
สอบสวนนายวัฒนาให้การว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาตนไม่อยู่บ้าน รวมทั้งภรรยาคือนางเถาวัลย์ด้วย เพราะต้องไปทำงานที่โรงแรมมารวย ย่านเกษตรศาสตร์ โดยตนกลับบ้านตอนเช้า แต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไร เพราะปกติบุตรสาวจะตื่นสายในช่วงปิดภาคเรียน กระทั่ง 5 โมงเย็นภรรยากลับมา เห็นว่าบุตรสาวยังไม่ตื่น ด้วยความสงสัยจึงไปเคาะประตูห้อง เมื่อพบว่าถูกล็อกจากด้านในจึงนำกุญแจสำรองมาไขเปิดเข้าไปก็พบกับภาพสยดสยอง แทบช็อก ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นกับบุตรสาวได้ เพราะปกติก็ปล่อยให้ทั้งคู่คบหากันอยู่แล้ว แต่อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ ไม่คิดว่าฝ่ายชายจะทำกับลูกตนได้ถึงเพียงนี้ และไม่ทราบว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไรกันแน่
ด้าน พ.ต.ท.จตุภัทรกล่าวว่า จากสภาพที่เกิดเหตุฝ่ายชายน่าจะเป็นผู้ลงมือฆ่าฝ่ายหญิง ก่อนจะฆ่าตัวตายตาม เนื่องจากมีการล็อกประตูจากด้านใน น่าจะมีการพูดคุยตกลงปัญหาระหว่างกันในบางเรื่อง แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ขณะนี้ได้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง โดยเฉพาะเบียร์ ที่เพิ่งเปิดดื่มไปส่วนหนึ่ง อาจจะมีส่วนผสมของยาบางอย่างอยู่ด้วยหรือไม่ จากนั้นจึงมอบศพให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนำส่งสถาบันนิติเวชตรวจ พิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป
ที่มา ไทยรัฐ
ที่เกิดเหตุเป็นบ้านทาวน์เฮาส์สองชั้น จุดเกิดเหตุอยู่ในห้องนอนชั้นสอง เจ้าหน้าที่พบศพ ด.ญ.วันวิสา หรือจ๋า คร่ำสุข อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา ย่านสายไหม เสียชีวิตในสภาพนอนหงายสวมเสื้อยืด กางเกงขาสั้นสีขาว บริเวณลำคอมีรอยเขียวช้ำ ข้างศพพบเบียร์ลีโอ 1 ขวด เปิดดื่มไปส่วนหนึ่ง แต่นำฝามาปิดไว้ให้อยู่ในสภาพปกติ นอกจากนี้ ยังพบสมุดบันทึกด้านในเขียนด้วยลายมือว่า “พ่อแม่หนูขอโทษ หนูรักเขามาก หนูขอให้เขามาอยู่บ้านด้วย” ลงวันที่ 13 ต.ค.
ที่เหล็กดัดประตูห้องอีกด้านหนึ่ง พบศพชายทราบชื่อนายศักดิ์ชัย หรืออึ๋ง เขียวตั้ง อายุ 28 ปี อาชีพขาย น้ำพริกอ่องและแค็บหมูตามตลาดนัด บ้านเดิมอยู่เลขที่ 156/1 หมู่ 2 ต.ทาสบเส้า อ.แม่ทา จ.ลำพูน ปัจจุบันพักอยู่บ้านเลขที่ 67/5 ฝั่งตรงข้ามบ้านเกิดเหตุ สภาพศพไม่สวมเสื้อ สวมกางเกงสีดำ เสียชีวิตในสภาพย่อตัวงอ โดยมีเนกไทนักเรียนคาดว่าเป็นของฝ่ายหญิงผูกคอตัวเอง แล้วผูกกับเหล็กดัดประตู
สอบสวนนายวัฒนาให้การว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาตนไม่อยู่บ้าน รวมทั้งภรรยาคือนางเถาวัลย์ด้วย เพราะต้องไปทำงานที่โรงแรมมารวย ย่านเกษตรศาสตร์ โดยตนกลับบ้านตอนเช้า แต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไร เพราะปกติบุตรสาวจะตื่นสายในช่วงปิดภาคเรียน กระทั่ง 5 โมงเย็นภรรยากลับมา เห็นว่าบุตรสาวยังไม่ตื่น ด้วยความสงสัยจึงไปเคาะประตูห้อง เมื่อพบว่าถูกล็อกจากด้านในจึงนำกุญแจสำรองมาไขเปิดเข้าไปก็พบกับภาพสยดสยอง แทบช็อก ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นกับบุตรสาวได้ เพราะปกติก็ปล่อยให้ทั้งคู่คบหากันอยู่แล้ว แต่อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ ไม่คิดว่าฝ่ายชายจะทำกับลูกตนได้ถึงเพียงนี้ และไม่ทราบว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไรกันแน่
ด้าน พ.ต.ท.จตุภัทรกล่าวว่า จากสภาพที่เกิดเหตุฝ่ายชายน่าจะเป็นผู้ลงมือฆ่าฝ่ายหญิง ก่อนจะฆ่าตัวตายตาม เนื่องจากมีการล็อกประตูจากด้านใน น่าจะมีการพูดคุยตกลงปัญหาระหว่างกันในบางเรื่อง แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ขณะนี้ได้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง โดยเฉพาะเบียร์ ที่เพิ่งเปิดดื่มไปส่วนหนึ่ง อาจจะมีส่วนผสมของยาบางอย่างอยู่ด้วยหรือไม่ จากนั้นจึงมอบศพให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนำส่งสถาบันนิติเวชตรวจ พิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป
ที่มา ไทยรัฐ
Subscribe to:
Comments (Atom)