Tuesday, October 28, 2008

แพม ควงสามียันซูเปอร์สตาร์ไม่ล็อคแชมป์ จวกอยากดัง

"แพม" ควงสามี โต้กลับอดีตโชว์ไดเร็คเตอร์ ยันรายการโปร่งใสไม่มีการล็อค ผู้ชนะ เชิญอีกฝ่ายแฉได้เลยถ้าอยากดัง บอกเคยรักกันดี ไม่มีบาดหมาง แต่กลับทำให้รายการเสียหาย ทิ้งท้ายไม่หวั่นโดนฟ้องกลับ ลั่นกลัวอีกฝ่ายสร้างหลักฐานเท็จ

จบไม่สวยซะแล้ว สำหรับรายการ "ซูเปอร์สตาร์...ที่สุดแห่งดาว" แม้ว่ารายการจะจบไปแล้วแต่ดูเหมือนเจ้าของรายการและอดีตทีมงานเพิ่งเปิดศึก อย่างเป็นทางการใส่กันอีกรอบ หลังจากที่ฝ่ายเจ้าของรายการอย่าง"แพม ลลิตา ตะเวทิกุล" และ สามี "เจ ภาณุพงษ์ วรเศรษฐการกิจ" ออกแถลงข่าวจะฟ้องร้องอดีตทีมงาน 50 ล้านบาท มาวันนี้ (29ต.ค.) ทางฝ่ายนายเอส อนุสิทธิ์ อดีตโชว์ไดเร็คเตอร์รายการจะแถลงข่าวฟ้องกลับ แถมแฉรายการไม่โปร่งใส ล็อคผู้ชนะไว้แล้วอีกด้วย

ร้อนถึงทางแพม กับสามีต้องออกโรงโต้อีกรอบ ในงานประกาศรางวัล "โอเค อวอร์ด" ของนิตยสารโอเค แถมโชว์หลักฐานยืนยันอีกฝ่ายให้สัมภาษณ์จนฝ่ายตนเองเสียหายในนิตยสาร ยืนยันว่าทางรายการไม่เคยล็อคผู้ชนะ อีกทั้งกรรมการที่ตัดสินล้วนแล้วแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ
ส่วนกรณีอดีตโชว์ไดเร็กเตอร์ของรายการ จะออกมาฟ้อง ฐานทำให้เสียชื่อเสียงบอก ไม่กลัวถ้ามีหลักฐานคงเป็นหลักฐานเท็จ และถ้ายังไม่หยุดจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ก่อนยันแม้คะแนนของ "ฟลุค เกริกพล" และ "กอฟ อัครา" เท่ากัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าล็อคเอาไว้แล้ว

"เราต้องอธิบายก่อนว่าผลโหวตที่เท่ากันเนี่ย คือเราต้องบอกจุดประสงค์ของรายการเราก่อนว่าเราต้องการเฟ้นหาผู้ชนะที่มี ทั้งความสามารถและความนิยมของประชาชน 50-50เสมอคือตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เราแข่งมาเนี่ยเรามีคณะกรรมการมาตัดสิน ก่อนว่าใครจะเข้ารอบด้วยความสามารถล้วนๆเลย แล้วในด้านผลโหวตก็คือดูว่าใครจะออก ในรอบสุดท้ายคือเราเชื่อมั่นในซูเปอร์สตาร์ทุกคนที่เข้ารอบสุดท้ายถือว่าสุด ยอดแล้วทั้งความสามารถและคะแนนนิยม"


"ทีนี้ในการตัดสิน คือต้องมีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว แต่ว่าอีกสามท่านเนี่ย ก็เป็นที่สองร่วมกันเพราะเราถือว่าผู้ที่เข้ารอบมาถึงรอบนี้ก็ถือว่าความ สามารถเยี่ยมแล้วเกณฑ์ในการตัดสินรอบชิงชนะเลิศเนี่ยเราเอาคะแนนมาจาก2 ส่วนคือ หนึ่งเอามาจากคณะกรรมการที่เรานำมาก็ทรงคุณวุฒิในวงการทั้งสิ้น คือทุกๆท่านทั้ง19 คนเนี่ยไม่มีทางที่จะล็อคได้สัมภาษณ์กรรมการทุกคนได้เลยว่าเราให้คณะกรรมการ ตัดสินด้วยความเป็นธรรมมากที่สุด ซึ่งทุกท่านแฮปปี้มากเพราะท่านเคยดูแต่รายการแค่ข้างนอก แต่ในวันนั้นท่านได้เข้ามาดูการทำงานที่โปร่งใสของเรา"


"คือในวันนั้นที่คะแนนเท่ากันเนี่ยเราตัดสินโดยคณะกรรมการอีกครั้ง หนึ่งว่าใครควรจะได้ที่ 1,2,3,4เราเอาคะแนนทั้งหมดมารวมกันว่าใครควรจะได้ที่1,2,3และ4 ก็ในส่วนของทางบ้านเราจะดูในส่วนของเอสเอ็มเอสและในเว็บไซต์ว่าใครได้ที่ 1,2,3,4และจากทางบ้านเนี่ยคุณฟลุคได้เป็นที่หนึ่ง คุณกอฟได้เป็นอันดับสอง แต่จากทางคณะกรรมการคุณกอฟได้เป็นอันดับหนึ่งคุณฟลุคได้เป็นอันดับสองซึ่งผล ออกมาว่าคะแนนเท่ากัน"


" ด้วยความที่รายการเราเป็นรายการสดเรามีเวลาตรงนั้นเท่านั้นในการ ตัดสินมันต้องมีผู้ชนะแค่คนเดียวดังนั้นเราก็เลยให้คณะกรรมการทั้ง19 ท่านเป็นคนตัดสิน เพราะเราเชื่อว่าคณะกรรมการที่มาเป็นผู้ที่ทรงคุณวุฒิทุกท่านอยุ่แล้วและ เป็นผู้ที่สามารถตอบแทนเสียงของประชาชนได้ แต่ละท่านก็ออกคะแนนเสียงกันสดๆตรงนั้นเลยตอนที่เราไปบอกคณะกรรมการว่าคะแนน เท่ากันคณะกรรมการตกใจมาก แล้วเรามีเวลาเพียงหนึ่งนาที"


" ตอนแรกต้องเลือกจากสี่คน แต่ตอนหลังคือต้องเลือกสองคนคือฟลุคและกอฟใครสมควรจะเป็นซูเปอร์สตาร์ที่สุด แห่งดาว เราก็เปิดป้ายตรงนั้นนับพร้อมผู้ชมทางบ้านเลย เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะล็อค เพราะผู้ชมทางบ้านก็เป็นพยานกับเราพร้อมกับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ19ท่าน แล้วผลออกมากรรมการก็ให้คะแนนคุณกอฟมากกว่าคะแนนคุณฟลุค ก็เลยปรากฎว่าคุณกอฟชนะในซีซั่น1 แต่ผมมองว่าทั้งคุณฟลุคคุณกอฟเป็นซูเปอร์สตาร์ทั้งสองคนมันเลยเกิดการเสมอ กันขึ้น แต่คอนโดมีอยู่หลังเดียวจึงต้องตัดสิน"


ลั่น ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกัน ไม่กลัวกับการฟ้องกลับ เพราะมีหลักฐานกับการทำงานที่โปร่งใส บอกตั้งแต่เกิดเรื่องยังไม่เคยเจรจากับอีกฝ่าย แต่พร้อมประนีประนอมก็ถ้ายอมหยุด แต่ถ้ายังไม่หยุดก่อเรื่องก็พร้อมจะดำเนินการต่อให้ถึงที่สุด


"คือไม่มีเลยเหมือนพี่เหมือนน้องกันด้วยซ้ำเรารักกันมากด้วยแต่เรา คิดว่าเขาคงไม่เคยเข้ามาอยู่ในกระแสที่แรงอะไรขนาดนี้ เขาก็คงอยากที่จะดังมากๆ อยากมีชื่อเสียงออกนอกหน้ามากเกินไป ถ้าเกิดเขามีความอดทนตั้งใจทำงานไม่ทำอะไรแปลกๆแบบนี้ จริงๆเขาก็ต้องได้รับชื่อเสียงอยู่แล้ว คือที่เรารักกันนะเขาเคยมาจัดงานแต่งงานให้แพมกับเจ เขาเปิดบริษัทออแกไนเซอร์ เขาก็ชอบเราบอกพี่คนนี้น่ารักจังเลย เราก็เป็นคนไม่ลืมบุญคุณคนนะพอเราได้มาทำรายการนี้เราก็ชวนเขามาทำรายการ เลย"

" คือเราก็ให้เครดิตเขาว่าให้เขาเป็นโชว์ไดเร็กเตอร์ของรายการคือให้ เครดิตมากๆแล้ว มากกว่ารายการอื่นๆเขาจะให้ทีมงานคนไหน ซึ่งจริงๆเขาน่าจะพอใจแล้วแล้วเขาจะไปหาสปอนเซอร์อะไรที่ไหนก็ได้แล้วเราไม่ ได้ว่าอะไรเลย คือตอนนี้มันเกินขอบเขต เขามาถ่ายในเดอะลอฟท์โดยไม่ได้รับอนุญาต สัมภาษณ์ทางสื่อทำเองทั้งหมด คัดเลือกนักแสดงอย่างเนี้ย คนก็เข้าใจผิดว่าเขาเป็นเจ้าของรายการแทนเรา"

"ถ้าเขาออกมาพูดตรงนี้ดูว่าไม่น่าเชื่อถือพออยู่แล้ว เพราะพออยู่ในรายการพูดอีกอย่างนึงออกมานอกรายการพูดอีกอย่างนึง เขาพูดกล่าวอะไรที่มันไม่เป็นความจริง ก็คิดว่าเราก็จะต้องฟ้อง แล้วถ้าเขาเอาข้อมูลอะไรที่เป็นเท็จมาเราก็คงจะไม่ยอมเราก็จะออกมาชี้แจง ทุกอย่าง เพราะว่าเรามีหลักฐานทุกอย่าง เราค่อนข้างโปร่งใสกับการทำงานทุกอย่าง ในเรื่องของทีมงานทุกคน และในเรื่องของนักแสดงทุกคน พุดได้เลยว่าการทำงานของเราโปร่งใสทุกขั้นตอน และตอนที่เราฟ้องนั้นเราไม่ได้ต้องการอะไรเลย เราแค่ต้องการให้เขาหยุดแค่นั้นเอง"


"จริงๆแล้วเราใจกว้างกับเขามากเพราะเราให้อภัยเขามาตั้งแต่ตั้นแล้ว จากการที่เขาเริ่มต้นประชาสัมพันธ์แอบอ้างเราก็ตักเตือนและก็ให้อภัยเขาเขา ก็ให้สัญญากับเรา แล้วเราก็ยังให้เขาทำงานต่อ แต่ปรากฎว่าเขาก็ยังโปรโมทตัวเองต่อไปเราก็ได้เรียกเขามาคุยว่าคุณผิดสัญญา นะอย่างเนี้ยไม่ได้นะ อย่างนั้นเราก็มาจบกันด้วยดีแล้วกันและคุณก็เลิกทำงานและเลิกประชาสัมพันธ์ ตัวเอง เคลียร์ค่าใช้จ่ายให้เขาหมดทุกบาททุกสตางค์ด้วยดี แล้วเขาจะหยุดแต่หลังจากนั้น ก็มีหนังสือออกมาอีก2-3เล่ม ที่ฟ้องร้องแล้วก็ยังมีแมกกาซีนออกมาอีก"


ยันไม่ได้มีการพูดคุยกับคู่กรณีให้รายการเสียหาย


"ไม่มีเลยค่ะเราพร้อมแล้วเราก็รอให้เขามาเจรจาอยู่ด้วยซ้ำ เราไม่ได้อะไร เราทราบจากนักแสดงว่าเขาโทรมาคุยเหมือนว่าจะให้เข้าใจผิดกับทางรายการ แต่เราไม่อะไรที่จะต้องกลัวเพราะเราไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบัง คือเราโปร่งใสและยินดีที่จะออกมาพูดและถ้าเขามาให้ร้ายกับรายการเราเนี่ย เราก็ไม่ยอมให้ใครมาว่าร้ายรายการเราด้วยเหมือนกัน ที่เขาบอกว่ารายการเราไม่โปร่งใสอะไรยังไง"


" เราก็ไม่ทราบว่ามันมีหลักฐานอะไรกลัวถ้าเขาจะสร้างหลักฐานก็คงเป็น หลักฐานที่เขาสร้างขึ้นมาเองแล้วเราก็ไม่นิ่งนอนใจแน่ๆ แต่เราก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขามีอะไรคือเรายินดีพูดคุยอยู่แล้ว อย่างที่บอกว่าเราไม่ต้องการอะไรเลย เราแค่อยากขอให้เขาหยุดแค่นั้นเอง หยุดให้ร้ายการการในทางที่ไม่ดี"


" ตอนนี้เราฟ้องไปเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าประนีประนอมกันได้ก็อาจจะถอนฟ้องคือตอนนี้เราก็รอติดตามทางสื่อว่าเขา จะพูดอะไร แต่ว่าตอนนี้ก็คือจะเนินเรื่องให้ถึงที่สุดถ้าเขาไม่หยุด คือในส่วนที่เขาบอกเขาจะฟ้องกลับ 50 ล้าน ในการที่ทำลายชื่อเสียงของเขาแต่จริงๆทางกฎหมายแล้วเขาฟ้องเราไม่ได้เพราะ สิ่งที่เราพูดมันเป็นความจริงและมีหลักฐานเราจึงสามารถฟ้องได้"


ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

Monday, October 27, 2008

เอ๋-ชนม์สวัสดิ์ คุก12 เดือน โทษรอลงอาญา 3 ปี

วันนี้ (28 ต.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ห้องพิจารณาคดี 812 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.79/2551 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายชนม์สวัสดิ์ หรือเอ๋ อัศวเหม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี บุตรชายนายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย ซึ่งหลบหนีคดีทุจริตที่ดินคลองด่าน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้จำคุก 10 ปี ได้หลบหนีไป ร่วมกับนายสกุล ประมูลชัย และนายปรัชญา ไชยะกุล คนสนิทของนายชนม์สวัสดิ์ เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานตำรวจ ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และขัดขวางการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ขณะขอตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในร่างกาย

คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า เมื่อวันที่ 20 พ.ค.50 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงคืน จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันข่มขืนใจ ส.ต.อ.ปรารถ แสงนิล ผบ.หมู่งานจราจร สน.มักกะสัน ผู้เสียหายให้ยินยอมหรือละเว้นไม่ต้องให้จำเลยที่ 1 ไปตรวจวัดหาปริมาณแอลกอฮอล์ที่ด่านตรวจ ก่อนที่จำเลยทั้งสามจะร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายโดยใช้มือจับข้อมือ ใช้แขนล็อกคอและใช้มือดันหลังผู้เสียหายให้เข้าไปภายในสำนักงานของปั๊มน้ำ มันเพียว ซึ่งจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันลงมือกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปโดย ตลอดแล้ว แต่การกระทำไปไม่บรรลุผล เนื่องจากผู้เสียหายไม่ยินยอมละเว้นตามที่จำเลยทั้งสามร่วมกันข่มขืนใจ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยทั้งสามได้บังอาจร่วมกันต่อสู้ขัดขวางผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานใน การปฏิบัติตามหน้าที่

อีกทั้งจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป อันเป็นการฝ่าฝืนตามกฎหมาย นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังบังอาจดูหมิ่นเหยียดหยามเกียรติยศ ศักดิ์ศรีชื่อเสียงของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขณะปฏิบัติตามหน้าที่ ให้ได้รับความอับอายเสียหายต่อเกียรติยศชื่อเสียงและศักดิ์ศรี เหตุเกิดที่แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 138, 139 ประกอบ มาตรา 140 วรรคแรก

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ พิพากษาจำเลยทั้งสามมีความผิดฐาน ร่วมกันต่อสู้ หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายให้การ ปฏิบัติตามหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้าย ร่วมกันลงมือกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี ปรับ 10,000 บาท ฐานร่วมกันข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือให้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกันลงมือกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ลงโทษจำคุกคนละ 8 เดือน ปรับ 6,000 บาท และจำเลยที่ 1-2 มีความผิดฐานร่วมกันดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำคุกคนละ 4 เดือน ปรับ 2,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เห็นสมควรให้ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 ไว้ที่ 12 เดือนปรับ 9,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 3 ไว้ 10 เดือน ปรับ 8,000 บาท

จากการสืบเสาะประวัติของจำเลยที่ 1-2 แล้วเห็นว่าจำเลยที่ 1-2 ไม่เคยได้รับโทษทางอาญามาก่อน แม้จำเลยที่ 1 จึงถูกศาลจังหวัดสมุทรปราการ พิพากษาจำคุกเป็นเวลา 4 ปี แต่คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด อาจมีการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาในภายหลังได้ ประกอบกับผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความแล้ว อีกทั้งจำเลยร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 100,000 บาท ให้แก่ สน.มักกะสัน เพื่อให้โอกาสแก่จำเลยในการกลับตัว โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษมีกำหนดเป็นเวลา 3 ปี และให้จำเลยทั้งสาม รายงานตัวต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติเป็นเวลา 4 เดือนต่อครั้ง ในกำหนดระยะเวลา 1 ปี บริการสังคมเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ภายหลังจำเลยทั้งสามได้ชำระค่าปรับและลงลายมือชื่อรับทราบคำพิพากษาแล้ว

นายชนม์สวัสดิ์ กล่าวว่า ขอน้อมรับในคำพิพากษา จะไม่ขอยื่นอุทธรณ์แต่อย่างใด ที่ผ่านมาเรื่องทั้งหมดเกิดจากความเข้าใจผิดกัน อยากให้เรื่องนี้จบลงให้ดีที่สุดเร็วที่สุด ตั้งแต่เกิดคดีขึ้นตนได้เจรจากับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว แต่อาจมีบางเรื่องที่คลาดเคลื่อนจากความจริงไป สำหรับประเด็นการทำร้ายร่างกายนั้นเป็นเรื่องที่ศาลมีคำตัดสินไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ติดต่อกับนายวัฒนา บิดาหรือไม่ นายชนม์สวัสดิ์ กล่าวว่า ยังติดต่อกันบ้างในฐานะลูกย่อมมีความเป็นห่วงบิดา ส่วนเรื่องการบำเพ็ญประโยชน์ให้สังคมนั้นได้กระทำมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

สั่งเรือด่วน-ข้ามฟากลดราคา3พ.ย.นี้

สั่งเรือด่วนเจ้าพระยาลดค่าโดยสารอีก 1 บาท ส่วนเรือข้ามฟากลด 50 สตางค์ เริ่มตั้งแต่ 3 พฤศจิกายนนี้ ด้านพลังงานเล็งรื้อสูตรปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีใหม่ หลังราคาน้ำมันฮวบ

นาย ชลอ คชรัตน์ อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (ขน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับเรือเดินประจำทาง เปิดเผยภายหลังการประชุมพิจารณาอัตราค่าเรือโดยสาร เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่าที่ประชุมมีมติปรับลดอัตราค่าโดยสารสำหรับเรือด่วนเจ้าพระยา 1 บาท โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลปรับลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนเดินเรือลดลง

ส่วน อัตราค่าเรือข้ามฟากให้ปรับลด 0.50 บาท เหลือ 3 บาท จากเดิม 3.50 บาท ยกเว้นท่าเรือสาทรที่ปรับลดราคาไปเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา และท่าเรือวัชรีวงศ์-ปากเกร็ด วัดเตย-ปากเกร็ด เทเวศร์-บวรมงคล เทศบาลนนทบุรี-บางศรีเมือง ที่จัดเก็บค่าโดยสารที่ 3 บาทอยู่แล้ว และค่าเรือโดยสารคลองแสนแสบนั้น ยังคงอัตราเดิม เนื่องจากได้ปรับลดค่าโดยสาร 2 ครั้งก่อนหน้านี้แล้ว

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปแนวทางโครงสร้างราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) เป็น 2 ราคา เพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งยืนยันว่าจะปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีภาคขนส่งและอุตสาหกรรมภายในปีนี้ แน่นอน โดยจะปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับผลกระทบ แต่ระยะยาวแล้วราคาจะต้องสะท้อนตลาดโลก และคงไม่ได้ใช้สูตรราคาอิงตลาดโลก 40% ในประเทศ 60% เนื่องจากการที่ราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง ทำให้สถานการณ์แอลพีจีเปลี่ยนไปด้วยเช่นเดียวกัน
ที่มา คมชัดลึก

ชาวคูเวตแห่ถอนเงิน กัลฟ์ แบงก์

ชาวคูเวตแห่ถอนเงิน "กัลฟ์ แบงก์" ธ.ใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ หลังธนาคารกลางประกาศรับประกันเงินฝาก ท่ามกลางกระแสข่าวการขาดทุนอย่งหนักในตราสารอนุพันธ์สกุลต่างประเทศ และไม่มีเงินใช้หนี้ ขณะที่หุ้นก็ถูกระงับการซื้อขายเป็นวันที่ 2 แล้ว

วันนี้ (27 ต.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ลูกค้าธนาคารเริ่มวิตกกังวลเรื่องเสถียรภาพความมั่นคงและฐานะทางการเงิน หากมีข่าวธนาคารกลางเข้าไปแทรกแซงโครงสร้าง โดยล่าสุด ชาวคูเวตได้แห่ถอนเงินจาก กัลฟ์ แบงก์ เคเอสซี (Gulf Bank KSC) ธนาคารรายใหญ่อันดับสองของประเทศ หลังจากที่มีรายงานข่าวว่าธนาคารได้รับผลกระทบจากการผิดนัดชำระหนี้ สำหรับตราสารอนุพันธ์สกุลเงินต่างประเทศ

รายงานข่าวยังระบุว่า การที่ธนาคารกลางของคูเวต ประกาศรับประกันเงินฝากของกัลฟ์ แบงก์ ได้ส่งผลให้ลูกค้าตื่นตระหนกว่าธนาคารกำลังขาดสภาพคล่อง นอกจากนี้ หุ้นของกัลฟ์ แบงก์ ยังถูกระงับการซื้อขายในตลาดหุ้นคูเวตเป็นวันที่สอง

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ลูกค้าจำนวนหนึ่งรีบรุดไปที่ธนาคารเพื่อถอนเงินฝาก แต่นายฟาวซี อัล-ทุนายัน ผู้จัดการธนาคาร ก็ไม่ได้เปิดเผยว่าธนาคารสูญเงินไปเท่าไหร่จากการที่ลูกค้าแห่ถอนเงินใน ครั้งนี้ โดยเขากล่าวว่า ธนาคารเป็นห่วงในเรื่องนี้ แต่ไม่ถึงกับกลัว

สำนักข่าวคูเวตรายงานอ้าง นายมุสตาฟา อัล-ชิมาลี รมว.การคลังของคูเวตที่กล่าววานนี้ว่า ธนาคารกลางคูเวตจะรับประกันเงินฝากที่ธนาคารกัลฟ์ แบงก์ หลังจากที่ลูกค้าที่ซื้อตราสารอนุพันธ์สกุลเงินของธนาคารผิดนัดชำระเงิน

ทั้งนี้ การรับประกันเงินฝากของธนาคารกลาง ทำให้คูเวตเป็นประเทศที่สอง ต่อจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่รัฐบาลต้องเข้ามาดำเนินการดังกล่าว เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

สังเวยวิกฤตฯ คาดปี 52 คนตกงานทะลุ 1 ล้าน

ส.อ.ท.เตือนส่งออกปีหน้า เจอศึกหนักแน่ ชี้ 5 กลุ่มเสี่ยง สิ่งทอ เครื่องประดับ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า เตรียมจ่อคิวปิดกิจการเพียบ คาดตกงานอีก 7 แสนอัตรา และอาจทะลุถึง 1 ล้านคนในปีหน้า เผยราคาสินค้าเกษตรแนวโน้มจะปรับลดลงต่อเนื่องอีก ได้แก่ ข้าว แป้ง น้ำตาล ยางพารา กระทุ้งก้นรัฐบาลชาย หยุดสร้างภาพการเมือง-เร่งแก้ปัญหาโดยด่วน

วันนี้ ( 27 ต.ค.) นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ตามที่เศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นชะลอตัวลง ทำให้การส่งออกสินค้าไทยปีหน้าจะต้องเผชิญการแข่งขันสูงและรุนแรง โดยเริ่มตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายนี้เป็นต้นไป ผลพวงจากกำลังซื้อประเทศใหญ่อย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ลดลงมาก ทำให้ทุกประเทศที่ส่งออกสินค้าพยายามแข่งขันด้านราคา เนื่องจากคุณภาพสินค้าเป็นที่ทราบอยู่แล้ว

ดังนั้น ภาครัฐควรเอาใจใส่อย่างจริงจัง และตั้งเป้าหมายไว้ในใจว่าเงินบาทต้องอ่อนค่าลงอาจเป็น 5-10% เพื่อให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เพราะหากสินค้าส่งออกได้ก็จะส่งผลดีต่อประเทศ การจะหาตลาดใหม่ไม่ใช่ทำได้ง่ายต้องใช้เวลา ส่วนการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตทำเต็มที่แล้ว ขณะที่ภาครัฐควรออกมาประกาศการประกันเงินฝากให้กับประชาชน แม้สถาบันการเงินไทยจะมีความแข็งแกร่งเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่น ผู้ฝากเงินสบายใจ

นายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ในปี 2552 ภาคเอกชนมีความเป็นห่วงในเรื่องปัญหาแรงงานไทยที่จะมีการตกงานเพิ่มขึ้น จากที่มีการประเมินอย่างคร่าวๆ ในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. 2552 จะมีแรงงานไทยตกงานประมาณ 6-7 แสนคน เบื้องต้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะส่งผลทำให้แรงงานตกงานเพิ่มขึ้นนั้น ประกอบด้วย อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องประดับ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า การ์เม็ก เป็นต้น

โดยจากการตรวจสอบข้อมูลทั่วประเทศพบว่าบางอุตสาหกรรรม เช่น เสื้อผ้า ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ เซรามิก ลดกำลังการผลิตลง 20-30% จากปัญหาคำสั่งซื้อที่ลดลง ซึ่งจะส่งผลต่อการจ้างงานในปีหน้าที่คาดว่าจะลดลง 1 ล้านคน รวมทั้งกระทบแรงงานใหม่ที่จะจบการศึกษาเดือนมีนาคมประมาณ 700,000 คน ทำให้หางานทำยากขึ้น

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาเงินตึงตัวในต่างจังหวัด เนื่องจากธนาคารไม่ยอมปล่อยสินเชื่อให้ภาคธุรกิจที่ไม่มีคำสั่งซื้อ ทำให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนยาก จึงคาดว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกในปี 2552 จะชะลอตามเศรษฐกิจโลกและปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อ ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปี 2552 อาจจะอยู่ที่ 3.8-4% ส่วนปีนี้คาดว่าจะอยู่ 4.5%

"สาเหตุหลักที่ทำให้อุตสาหกรรมดังกล่าวต้องมีการปิดกิจการ เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้แหล่งเงินทุนส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นนาย ทุนรายใหญ่ที่จะลงทุนในประเทศไทย หลังจากที่เกิดวิกฤติสถาบันการเงินของประเทศดังกล่าวเกิดไม่มั่นคง รับสถานการณ์ไม่ไหวจำเป็นต้องล้มละลายตัวไป"

ดังนั้นภาพรวมเศรษฐกิจของไทยจะส่งผลกระทบไม่รุนแรงมากนัก แต่จะเห็นภาพที่ชัดเจนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2552 เชื่อว่าปีหน้าอัตราการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพี จะไม่ปรับเพิ่มขึ้นกว่าปี 2551 มากนัก หรืออาจแย่ลงได้ เพราะนับตั้งแต่ 3 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้เจอปัญหาหลายอย่าง และมีการรับมือต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง จึงทำให้อัตราการเติบโตของจีดีพีปรับลดลงต่อเนื่อง อยู่ที่ 4.5% ถือว่าอัตราเติบโตไม่ขยับไปมากกว่านี้แล้ว เมื่อเทียบจากภูมิภาคเอเชีย อัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 7%

นายธนิต กล่าวต่อว่า ทิศทางปีหน้า จะมี 3 ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อาทิ 1.ผลกระทบการเงินของโลกที่ชะลอตัวลง 2.สถานการณ์ปัญหาการเมืองที่มีความแตกแยก และไม่มีความเชื่อมั่นต่อการลงทุนภายในประเทศ 3.ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นต้น ขณะที่ตนเชื่อว่าปัจจัยภายนอกคงไม่ส่งผลกระทบมากนัก แต่เป็นห่วงปัจจัยภายในประเทศมากกว่าที่ลุกลามก่อให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ได้

ทั้งนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีก 1-2 เรื่องในปีหน้า น่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยว มาจากการชะลอตัวการบริโภคของประชาชนเอง และวิกฤติเศรษฐกิจโลกชะลอตัวต่อเนื่อง และจะลุกลามไปแถบยุโรปต่อไป ล่าสุดปริมาณนักท่องเที่ยวทั่วโลกปรับลดลงประมาณ 5-10% แต่เมื่อเทียบของประเทศไทยเองปีนี้ปรับลดลงประมาณ 15-20% ถือได้ว่ายอดต่ำสุดในรอบ 20 ปี และคาดว่าปีหน้าน่าจะปรับลดลงอีกแน่ ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรแนวโน้มจะปรับลดลงต่อเนื่องอีก ได้แก่ ข้าว แป้ง น้ำตาล ยางพารา เป็นต้น ดังนั้นต้องการให้รัฐบาลควรเร่งแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าวโดยเร็ว

สำหรับข้อมูลล่าสุดของตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่ามีผู้ว่างงาน 4.5 แสนคนหรือคิดเป็น 1.2% ของกำลังแรงงานทั่วประเทศ โดยกรุงเทพมหานครมีอัตราการว่างงานสูงสุด 1.9% รองลงมาคือภาคกลาง 1.4% ภาคใต้ 1.2% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1% ภาคเหนือ 0.9% ทั้งนี้ตัวเลขว่างงาน 4.5 แสนคน แบ่งเป็นผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อน 1.9 แสนคน และเป็นผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อน 2.6 แสนคน ประกอบด้วยว่างงานจากภาคการบริการ 1.3 แสนคน ภาคการผลิต 9 หมื่นคน และภาคเกษตรกร 4 หมื่นคน

หากแบ่งเป็นระดับการศึกษาพบว่าระดับอุดมศึกษาว่างงานสูงสุด 1.3 แสนคน รองลงมาเป็นผู้มีการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 1.2 แสนคน มัธยมศึกษาตอนต้น 1.1 แสนคน ประถมศึกษา 6 หมื่นคน และผู้ไม่มีการศึกษาและต่ำกว่าประถมศึกษา 3 หมื่นคน

“ปัจจุบันผู้มีงานทำมีจำนวน 37.89 ล้านคน แบ่งเป็น ภาคเกษตรกรรม 15.49 ล้านคน และนอกภาคเกษตรกรรม 22.40 ล้านคน ซึ่งเป็นห่วงภาคการผลิตมีจำนวน 5.54 ล้านคน ลดลง 2.9 แสนคน”

นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธาน ส.อ.ท. สายงานแรงงาน กล่าวว่า ขณะนี้ทาง ส.อ.ท.กำลังรวบรวมข้อมูลจากสมาชิกว่าแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจาก วิกฤติการเงินครั้งนี้อย่างไรบ้าง ซึ่งล่าสุดบางอุตสาหกรรมต้องปรับตัวด้วยการให้พนักงานหยุดเสาร์-อาทิตย์ และไม่มีค่าล่วงเวลา (โอที) เหมือนที่ผ่านมา เพื่อให้สอดรับกับการผลิตที่ลดลงไป 50-60% และจะเริ่มเห็นชัดในปีหน้า โดยคาดว่าปีหน้าอาจจะต้องมีการปรับลดจำนวนพนักงานลงไม่ต่ำกว่า 5 แสนคน จากจำนวนแรงงานที่เป็นสมาชิกทั้งหมด 6-7 ล้านคน และหากตลาดหดตัวหนักและมีผลกระทบต่อการส่งออกที่ลดลงก็น่าเป็นห่วงแรงงาน ใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาด

"ขณะนี้มีบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่แจ้งการส่งออกขยายตัวลดลงในปี 2552 เช่น กลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และเซรามิกที่ยอดส่งออกลดลงไปแล้ว 50% กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ลดไปแล้ว 80% เมื่อเทียบกับต้นปี คงต้องรอดูว่ายอดส่งออกที่ลดลงจะไปหยุดอยู่ที่เท่าไหร่ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่จะได้รับผลกระทบหนัก เพราะขณะนี้เริ่มมีการชะลอการผลิตไปบ้างแล้ว" นายทวีกิจกล่าว

ทั้งนี้ แรงซื้อในช่วงไตรมาส 4 ปกติจะมีมากเพื่อรับเทศกาลปีใหม่ แต่จากการสอบถามห้างสรรพสินค้าต่างๆ พบว่าแรงซื้อช่วงนี้ยังไม่เพิ่มขึ้น โดยยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง แต่ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงขณะนี้คาดว่าจะช่วยทำให้แรงซื้อของประชาชนไม่ลดต่ำ ลงไปมากกว่านี้อีก และยังมีส่วนกดดันให้ราคาสินค้าหลายรายการอาจต้องปรับลดราคาลง รวมถึงมีส่วนทำให้เกิดการแข่งขันกันเพื่อแย่งแรงซื้อที่มีอยู่จำกัด

ก่อนหน้านี้ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) หน่วยงานในสังกัดองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า วิกฤติการเงินโลกที่เกิดขึ้นจะทำให้มีคนตกงานทั่วโลกเพิ่มขึ้นภายในสิ้นปี 2552 เป็นจำนวนทั้งสิ้นราว 210 ล้านคน นับเป็นอัตราการว่างงานทั่วโลกสูงที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งนี้ อัตราการว่างงานทั่วโลกดังกล่าวเป็นการรวมเอาตัวเลขคนตกงานในขณะนี้จนถึง สิ้นปีหน้า ซึ่งจะมีจำนวนอย่างน้อยกว่า 20 ล้านคน เอาไว้ด้วย ทำให้อัตรารวมการว่างงานทั่วโลกมีอัตราพุ่งสูงกว่าระดับ 200 ล้านคน เป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

Tuesday, October 21, 2008

ศาลพิพากษา แม้ว ทุจริตซื้อที่ดินผิดมหันต์! จำคุก 2 ปี อ้อ รอดยกฟ้อง



ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมือง พิพากษา “แม้ว-อ้อ” ซื้อที่ดินรัชดาฯ ผิดตั้งแต่ต้น ข้อกฎหมายแพ้ราบคาบ ข้อเท็จจริง ฟังไม่ขึ้น

วันนี้ (21 ต.ค.) เวลา 14.00 น. องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษา ในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษกจำนวน 33 ไร่ มูลค่า 772 ล้านบาท ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกันเป็นคู่สัญญา หรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีและเป็นเจ้าพนักงาน และผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นฯ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 มาตรา 4, 100 และ 122 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 86, 91, 152 และ 157 ขอให้ยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน

โดยหลังศาลได้อ่านคำฟ้อง และผลการไต่สวนฝ่ายโจทก์ และจำเลยแล้ว โดยจำเลยทั้ง 2 ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา

สำหรับประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่ จำเลยทั้ง 2 ยกเป็นข้อโต้แย้ง ประกอบด้วย เรื่องอำนาจของ คตส.ขัดหรือแย้ง รัฐธรรมนูญ เรื่อง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย ป.ป.ช.พ.ศ.2542 สิ้นสภาพไปจากการยึดอำนาจของ คปค.รวมทั้งข้อต่อสู้เรื่อง คตส.ไม่มีอำนาจในการสอบสวน อีกทั้งการสอบสวนไม่ชอบตั้งแต่เริ่มต้น ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าข้อโต้แย้งทั้งหมด ฟังไม่ขึ้น ส่วนบรรดาบทบัญญัติแห่งกฎหมายต่างๆ ก็ยังคงมีผลบังคับใช้ ต่อไป

สำหรับประเด็นข้อเท็จจริง ที่จำเลยทั้ง 2 ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง กองทุนฟื้นฟูไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ อำนาจของจำเลยที่ 1 ว่า ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยกฎหมาย ป.ป.ช.พ.ศ.2542 มาตรา 4 มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินร่วมกับ รัฐมนตรีอื่น ตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ใช้บังอยู่

จำเลยที่ 1 เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้ารัฐบาล มีอำนาจ ควบคุมราชการทั้ง ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น มีอำนาจ สั่งยับยั้ง และสั่งสอบสวน มีอำนาจบังคับบัญชา ทุกตำแหน่ง ในสังกัด ทุกกระทรวง ทบวง กรม มีอำนาจหน้าที่ขอบเขตอย่างกว้างขวาง มีอำนาจเหนือ ข้าราชการทุกตำแหน่ง ทุกกระทรวง ทบวง กรม

นอกจากนั้น นายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล มีอำนาจกำกับดูแล กองทุนฟื้นฟูฯ เคยใช้อำนาจในการควบคุมกำกับกองทุนฟื้นฟู องค์คณะผู้พิพากษามีมติ 6 ต่อ 3 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจ กำกับ กองทุนฟื้นฟู ข้อต่อสู้ของจำเลย ทั้ง 2 มิอาจรับฟังได้

ประเด็นเรื่องทำให้กองทุนฟื้นฟูได้รับความเสียหายจากการประมูลซื้อ ขายที่ดินหรือไม่ จำเลยที่ 1 เป็นนายกรัฐมนตรี มีฐานะมั่งคั่ง เป็นบุคคลที่มีอำนาจ บารมีทางการเมืองสูง การที่มีการประมูลราคา โดยมีผู้แข่งขันกันเพียง 3 ราย ขณะที่ผู้เสนอราคา ไม่ต้องการเสนอราคาที่สูง เพื่อไม่ต้องการซื้อในราคาที่แพง รวมถึงจำเลยที่ 2 ภรรยาจำเลยที่ 1 ก็ไม่สมควรเข้าไปซื้อทรัพย์สินของกองทุนฟื้นฟู เพราะการประมูลขายทรัพย์สินของกองทุนฟื้นฟู ซึ่งนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลและรับผิดชอบ กองทุนฟื้นฟู จำเลยที่ 2 เป็นภรรยานายกรัฐมนตรี และมีการรู้กันก่อนล่วงหน้าว่า ภรรยายานายกรัฐมนตรีมาซื้อที่ดิน และข้าราชการส่วนใหญ่ ก็ย่อมปฎิบัติตาม จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีบารมีทางการเมืองสูง ถือเป็นการประมูลโดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน มากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ทำให้กองทุนฟื้นฟูได้รับความเสียหาย ประกอบกับ จำเลยทั้ง 2 ไม่มีหลักฐานมาแสดงหักล้างได้ องค์คณะมีมติ 5 ต่อ 4 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วย ป.ป.ช.ข้อต่อสู้ของ จำเลยทั้ง 2 ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้าย ที่ดินพิพาท การที่จำเลยที่ 2 ร่วมประมูลราคา และทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท เนื่องจากสถานภาพของ จำเลยที่ 1 ขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายกฯ ซึ่งต้องห้าม ตามกฎหมาย เป็นเหตุให้ จำเลยที่ 1 มีความผิด ต้องรับโทษ ตามมาตรา 100 องค์คณะมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าที่ดินพิพาท ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด ที่ดินพิพาทและทรัพย์สิน จึงไม่จำเป็นต้องริบตามกฎหมาย

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 ตามมาตรา 100 โดยองค์คณะผู้พิพากษามีมติ 5 ต่อ 4 ให้จำคุก 2 ปี ส่วนความผิดฐานอื่นให้ยก สำหรับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 2 องค์คณะผู้พิพากษามีมติ 7 ต่อ 2 ให้ยกฟ้อง และให้เพิกถอนหมายจับ แต่ให้ออกหมายจับจำเลยที่ 1 พร้อมประกาศตามพระราชกิจจานุเบกษา ในความผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

อักขราทร รับเคราะห์เหตุลอบปาระเบิดใส่บ้าน ปธ.ศาล


วันนี้ (21 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครอง ได้มีกำหนดการเดินทางไปราชการ ซึ่งเป็นงานวิชาการที่สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ โดยเป็นการไปร่วมประชุมเสาวนาเรื่องการบังคับคดีปกครองของศาลปกครองจาก ประเทศต่างๆ ซึ่งจัดโดยองค์การพัฒนากฎหมายระหว่างประเทศของประเทศอียิปต์ กรุงไคโร ระหว่างวันที่ 19-25 ต.ค. อย่างไรก็ตาม สำหรับงานดังกล่าวมีการจัดขึ้นทุกปี ทั้งนี้ในแต่ละประเทศจะเวียนกันเป็นเจ้าภาพ

รายงานข่าวแจ้งว่า ตุลาการที่ศาลปกครองได้มีการวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าไม่น่าจะ เป็นเหตุที่มาจากการพิจารณาคดีของศาลปกครอง เพราะว่าขณะนี้ศาลปกครองไม่มีคดีอะไรที่น่าเป็นห่วง ถึงแม้จะมีเรื่องทางการเมืองเข้ามาให้พิจารณาบ้าง แต่ก็ไม่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น ทั้งนี้อาจจะเป็นการเข้าใจผิด และเป็นการข่มขู่มากกว่า เนื่องจากในวันที่ 21 ต.ค.นี้จะมีการพิจารณาคดีที่ดินย่านรัชดาภิเษกของครอบครัวชินวัตร อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวนายอักราทรก็ไม่ได้ไปมีเรื่องผิดใจอะไรกับใคร และไม่น่าจะมีปัญหาส่วนตัวกับใคร เพราะมีนิสัยเป็นมิตรกับทุกคน รวมไปถึงครอบครัวก็ไม่น่าจะมีปัญหา เนื่องจากไม่มีคนในครอบครัวประกอบธุรกิจที่จะไปขัดผลประโยชน์ของใคร โดยลูกสาวมีอาชีพรับจัดสวน ส่วนลูกชายก็เป็นนักบิน
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ในหลวง-ราชินี ทรงยกเศวตฉัตร ทรงชื่นชมพระเมรุสวย เรียบร้อย



ในหลวง -พระราชินีทรงยกสัปตปฎลเศวตฉัตรยอดพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ อธิบดีกรมศิลป์เผย ทรงชื่นชมพระเมรุสวยงามและเรียบร้อยดี พระจิตกาธานงาม อัศจรรย์ฝนที่กระหน่ำอย่างหนักหยุดตกทันทีที่เสด็จฯถึงมณฑลพิธี กรมการศาสนาแจงขั้นตอนถวายดอกไม้จันทน์ ต่างจังหวัดให้ติดตามถ่ายทอดสดทางทีวี

เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 20 ตุลาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ยังพระที่นั่งทรงธรรม พระเมรุท้องสนามหลวง เพื่อทรงประกอบพิธียกสัปตปฎลเศวตฉัตรยอดพระเมรุ พระราชพิธีพระราช ทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ นายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร และคณะ กรรมการ เฝ้าฯรับเสด็จ

เมื่อเสด็จฯถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯประทับพระราชอาสน์ ที่มุขพระที่นั่งทรงธรรม นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลรายงานเบิกคณะกรรมการสร้างพระเมรุ จากนั้นโหรหลวงทำพิธีบูชาฤกษ์ที่ศาลบูชาเทวดา เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯไปยังที่ประดิษฐานสัปตปฎลเศวตฉัตร ทรงเจิมสัปตปฎลเศวตฉัตร นายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร ถวายสายสูตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงถือสายสูตรยกยอดสัปตปฎลเศวตฉัตร ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย ประโคมสังข์ แตรและดุริยางค์ เจ้าหน้าที่ยกเชิญเศวตฉัตรสวมบนปลียอด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานสายสูตรให้อธิบดีกรมศิลปากร รับไปผูกไว้ที่เสาบัวกลุ่ม



เมื่อ เสร็จพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯประทับรถยนต์พระที่นั่งไฟฟ้า ทอดพระเนตรพระเมรุบริเวณด้านนอก จากนั้นเสด็จฯประทับลิฟต์ทางเสด็จฯเพื่อขึ้นทอดพระเนตรพระเมรุด้านในอย่าง ละเอียด ใช้เวลากว่า 30 นาที ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ

ผู้สื่อข่าว รายงานด้วยว่า ในเวลา 15.30 น. ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จฯมาถึงมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ได้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่ประชาชนที่มาเฝ้าฯรับเสด็จ ยังคงปักหลักกางร่มรอเฝ้าฯ จนกระทั่งใกล้เวลาเสด็จฯ ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักก็ค่อยๆ เบาลงและหายไปในที่สุด

นอกจากนี้ ตลอดเส้นทางเสด็จฯ มีประชาชนนั่งรอเฝ้าฯรับเสด็จ และร่วมใจกันโบกธงชาติ ธงสัญลักษณ์พระปรมาภิไธย พร้อมส่งเสียงแซ่ซ้อง "ทรงพระเจริญ"

ด้าน นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น ประธานคณะทำงานจัดงานพระเมรุฯ ให้สัมภาษณ์ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งว่า พระเมรุมีความสวยงาม และเรียบ ร้อยดี และยังรับสั่งด้วยว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ประสูติวันอาทิตย์ แต่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงชื่นชอบสีฟ้า ซึ่งต่างกับพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ประสูติวันอาทิตย์เหมือนกันแต่จะชอบสีแดง พร้อมทั้งยังรับสั่งอีกว่าพระจิตกา ธานมีความสวยงามและใหญ่ดี

สำหรับ สัปตปฎลเศวตฉัตรยอดพระเมรุของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มีลักษณะเป็นฉัตรผ้าทรงกลม 7 ชั้น สูง 4.55 เมตร คันฉัตรทำด้วยสแตนเลสทาสีทอง เมื่อนำมาสวมกับโครงปลียอดจะยึดด้วยน็อตสลักยาว 3 นิ้ว กำพูฉัตรเป็นไม้กลึงแกะสลักปิดทอง เพดานฉัตรดาดด้วยผ้าลินินสีขาว ระบายฉัตรแต่ละชิ้นเป็นผ้าลินินสีขาวซ้อนทับกัน 3 ชั้น ไล่ระดับ ที่ชายผ้าทุกชั้นขลิบแถบดิ้นสีทองโดยรอบ ที่โครงระบายฉัตรชั้นที่ 1 ห้อยดอกจำปาสีทอง 8 สาย สายละ 8 ดอก ฉัตรชั้นที่ 1 มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.855 เมตร สูง 0.375 เมตร

ฉัตร ชั้นที่ 2 มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.625 เมตร สูง 0.32 เมตร ฉัตรชั้นที่ 3 มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.475 เมตร สูง 0.27 เมตร ฉัตรชั้นที่ 4 มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.375 เมตร สูง 0.25 เมตร ฉัตรชั้นที่ 5 มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.29 เมตร สูง 0.235 เมตร ฉัตรชั้นที่ 6 มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.225 เมตร สูง 0.22 เมตร ฉัตรชั้นที่ 7 มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.19 เมตร สูง 0.21 เมตร ยอดฉัตรเป็นไม้กลึงปิดทองสูง 1.16 เมตร ส่วนบนสุดของยอดฉัตรเมื่อประดิษฐานแล้วจะได้ติดสายล่อฟ้า ขนาด 9 มิลลิเมตร ร้อยซ่อนภายในแกนจากยอดฉัตรผ่านคันฉัตรสู่พื้นดิน

วัน เดียวกัน เวลา 09.09 น. ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง บริเวณพระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ได้มีพิธีบวงสรวง และอ่านโองการสักการะสดุดีครูช่าง

โดยพระราชครูวามเทพมุนี หัวหน้าพราหมณ์เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เพื่อบอกกล่าวเทพยดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และขอพรครูช่าง หลังจากการจัดสร้างพระเมรุได้สำเร็จลุล่วงอย่างราบรื่น และสมพระเกียรติ โดยมี น.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น ประธานคณะทำงานออกแบบ และจัดสร้างพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร และผู้บริหารกรมศิลปากรเข้าร่วม

พระราชครูวามเทพมุนีเปิดเผยว่า การบวงสรวงครั้งนี้ ถือฤกษ์ศุภฤกษ์มงคลการ จันทรวาร เดือนสิบเอ็ด แรม 6 ค่ำ ฉนำพุทธศักราช 2551 ทั้งนี้ การประกอบพิธีสดุดีครูช่าง ถือฤกษ์ตามโบราณราชประเพณี ซึ่งตรงกับวันที่ 20 ตุลาคม นับเป็นวันประเสริฐของเหล่าคณะช่างผู้สร้างพระเมรุ ก่อนจะมีพิธียกสัปตปฎลเศวตฉัตรยอดพระเมรุ อันถือเป็นการสิ้นสุดการก่อสร้าง เพื่อขอบคุณครูช่างที่อำนวยให้การจัดสร้างพระเมรุ และอาคารประกอบสำเร็จลุล่วงด้วยดี และงด งามอย่างสมพระเกียรติ อีกทั้งยังเป็นการขอบคุณครูช่างที่ให้วิทยาการสืบทอดศิลปะของไทย และประการสุดท้ายถือ เป็นการส่งเสด็จสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ สู่สวรรคาลัย

ที่ โรงแรมตรัง กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสด แดงเอียด อธิบดีกรมการศาสนา (ศน.) เป็นประธานการฝึกอบรมให้ความรู้แนวทางการจัดงานพระราชพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ แก่เจ้าหน้าที่วัฒนธรรมจังหวัด 75 จังหวัด เพื่อชี้แจงแนวทางการปฏิบัติ และขั้นตอนการถวายดอกไม้จันทน์ รวมทั้งมอบพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เพื่อนำไปใช้ประกอบในพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ

นาย จำลอง ยิ่งนึก หัวหน้าฝ่ายพิธีการ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง กล่าวว่า ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถวายดอกไม้จันทน์ได้ตามซุ้มที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งเบื้องต้นเตรียมไว้ 4 ซุ้ม บริเวณทิศเหนือของพระเมรุ รวมทั้งจุดต่างๆ ที่ กทม.จัดไว้ ส่วนในภูมิภาคนั้น ได้มอบหมายให้ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ประกอบพิธีโดยยึดตามพระราชพิธีในส่วนกลาง โดยแต่ละจังหวัดจะเลือกวัด หรือสถานที่ที่เป็นศูนย์กลางของประชาชน สำหรับจัดพิธีบำเพ็ญพระกุศล และถวายดอกไม้จันทน์ ทั้งนี้ พิธีถวายดอกไม้จันทน์จะเริ่มพร้อมกับมณฑลพิธีท้องสนามหลวง และให้แต่ละจังหวัดยึดตามพิธีการจากการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ โดยประชา ชนที่เข้าพิธีบำเพ็ญกุศล และถวายดอกไม้จันทน์ให้แต่งกายชุดดำสุภาพ

Thursday, October 16, 2008

ดานิเอเล บักซ์ นางแบบลูก 1 ทิ้งทวนก่อนวิวาห์ ลินิเกอร์



ใครได้เห็นภาพคอลเลคชันสุดเซ็กซีชุดนี้ของ ดานิเอเล บักซ์ นางแบบลูก 1 วัย 29 ปี เป็นต้องอิจฉา แกรี ลินิเกอร์ อดีตกองหน้าระดับตำนานของทีมชาติอังกฤษ เพราะทั้งคู่กำลังจะแต่งงานกันในช่วงคริสต์มาสปีนี้ หลังจากแอบหมั้นกันไปแบบเงียบๆ แม้อายุจะห่างกัน 18 ปี แถมทั้งคู่ต่างมีเรือพ่วงติดมาด้วย

ลินิเกอร์ ดาวซัลโวฟุตบอลโลก 1986 และพิธีกรรายการโทรทัศน์ชื่อดัง "แมตช์ ออฟ เดอะ เดย์" (Match of the Day) ทางช่อง "บีบีซี 1" หย่ากับ มิเชลล์ ที่กินข้าวหม้อเดียวกันมานานถึง 20 ปี เมื่อปี 2006 โดยมีลูกชายด้วยกัน 4 คน ก่อนจะพบรักกับนางแบบชุดชั้นใน "ลา เซนซา" (La Senza)

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

แกนนำคนเสื้อแดงเชียงใหม่เหิม บอกคนเชียงใหม่นับถือแค่อนุสาวรีย์ 3 กษัตริย์


ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ – แกนนำคนเสื้อแดงเชียงใหม่ เหิมเกริมประกาศบนเวที คนเชียงใหม่ไม่เคยรับรู้ว่ามีสิ่งควรเคารพอื่น นับถือแค่กษัตริย์เชียงใหม่ 3 องค์ ถ้าไปกรุงเทพฯ ไหว้เฉพาะศาลหลักเมืองอย่างเดียว อย่างอื่นไม่เคารพ ล่าสุดถูกร้องเรียนประพฤติไม่เหมาะเป็นผู้พิพากษาสมทบศาลแรงงาน หากไม่ลาออกเองมีแววถูกตั้งกรรมการสอบ

แหล่ง ข่าวผู้ติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 ที่ได้ประกาศตนเป็นฝ่ายเสื้อแดงสนับสนุนรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อคืนวันอังคารที่ 14 ตุลาคม 2551 หลังวันพิธีพระราชทานเพลิงศพ น้องโบว์ - น.ส.อังคนา ระดับปัญญาวุฒิ เพียงวันเดียว กลุ่มคนรักเชียงใหม่ได้มีเวทีปราศรัย สนับสนุนรัฐบาลต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งจัดบริเวณหน้าโรงแรมแกรนด์วโรรส โดยวันดังกล่าวแกนนำผู้ปราศรัยแสดงอาการโกรธแค้น ต่อเหตุการณ์พิธีพระราชทานเพลิงศพอย่างชัดเจน

ในวันดังกล่าว นาย เพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 ปราศรัยเล่าให้ฟังถึงการเดินทางไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.ที่สนามหลวง และมีตอนหนึ่งที่กระทบกระเทียบกับสถาบันสูงสุดอย่างหมิ่นเหม่ โดยได้พูดว่า คนเชียงใหม่นับถือแค่กษัตริย์ 3 องค์เท่านั้น ก็คือ อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ซึ่งประดิษฐานอยู่หน้าศาลากลางหลังเก่า (พญาเม็งราย พญางำเมือง และ พ่อขุนรามคำแหง) ไปกรุงเทพฯ ก็ไปสักการะเฉพาะศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเท่านั้น

ถ้อยคำดังกล่าวกล่าวถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และควรสักการะ มุ่งตอกย้ำว่าเราเคารพ 3 กษัตริย์ของเราถ้าไปที่อื่นก็จะไปเคารพเฉพาะศาลหลักเมืองเท่านั้น โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า“ส่วนอย่างอื่นอยู่ในอุ้งตีนคนเชียงใหม่หมด”

แหล่งข่าวกล่าวว่า ได้มีผู้บันทึกถ้อยคำดังกล่าวเอาไว้แล้ว เพราะเป็นถ้อยคำที่หมิ่นเหม่เฉียดไปถึงสถาบันที่เป็นที่เคารพของคนไทย และก็ผิดสังเกตที่วันดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความสงบเรียบร้อยใน บริเวณชุมนุมดังกล่าวด้วย แต่ก็มิได้ดำเนินการใด ๆ ทั้ง ๆ ที่เวลาผ่านไป 2 วันเต็ม

“เรา มีกษัตริย์ของเรา ...เราเป็นเอกราชมา 500 ปี ...เราอาศัยบ้านเมืองเขาอยู่....กษัตริย์ของเราอยู่ในหัวใจตลอด ...อู้นักบ่ได้ (พูดมากไม่ได้)” นายเพชรวรรต กล่าวตอนหนึ่ง

นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 นั้นถือเป็นกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลที่เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องนับจากเคยนำคนไป ขว้างปาทำร้ายการประชุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหลายครั้ง นอกจากนั้นยังเพิ่งไปกดดันคณะแพทยศาสตร์ ม.ช. ที่มีกลุ่มแพทย์ประกาศไม่รับรักษาตำรวจในเครื่องแบบ และเป็นเจ้าของโรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วโรรส และยังเป็นผู้พิพากษาสมทบศาลแรงงาน ภาค 5 อีกด้วย

รายงานแจ้งว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา นายเทิดศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา แกนนำกลุ่มทหารเสือพระราชาได้ไปร้องเรียนที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ขอให้ถอดถอน นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 ออกจากตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบ เพราะเห็นว่าประพฤติตัวไม่เหมาะสม

มีรายงานว่า ในคืนวันเดียวกันมีผู้ใหญ่ในกระทรวงยุติธรรม ขอร้องให้นายเพชรวรรต ลาออก แต่นาย เพชรวรรตไม่รับปาก ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นอาจจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงนำมาสู่การถอด ถอน นายเพชรวรรต ออกจากตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบต่อไป
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

3 สุดยอดงานศิลปะประมูลแล้วช่วยผู้สูญเสียเหตุ 7 ตุลาทมิฬ


วันนี้(16 ต.ค.) ที่บ้านพระอาทิตย์ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย 3 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ส่งมอบ 3 สุดยอดงานศิลปะ ได้แก่ 1.ผลงานประติมากรรม "รอยยิ้ม กับ การเวลา" ของ นายธนะ เลาหกัยกุล ศาตราจารย์เกียรติคุณ มหาวิทยาลัยเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ปติมากรชั้นนำของเมืองไทยที่มีผลงานแสดงที่สถาบันสมิธโซเนียน สหรัฐอเมริกา ประมูลโดยนายเด่น ท่าแซะ พันธมิตรจังหวัดชุมพร ในราคา 3,633,333 บาท

2.'ดอกกัลปพฤกษ์'ภาพวาดสีน้ำมัน ขนาด 80 x 100 ซม. ของนายเอกชัย ลวดสูงเนิน ศิลปินอิมเพรสชั่นนิสต์ชื่อดังติดอันดับ 1 ใน 4 ของเมืองไทย ประมูลโดย นายยงยุทธ งามไกรวัลย์ ในราคา 1,900,000 บาท ซึ่งตั้งใจจะมอบเป็นเงินช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ตำรวจใช้ความรุนแรง สลายการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

ด้านนายเอกชัย เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุการณ์ที่ตำรวจใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมตนได้ร่วมกลุ่มกับ เพื่อนศิลปินแต่ปลอดภัยและไม่ได้รับบาดเจ็บใด มาทราบภายหลังว่านายชิงชัย เจริญอุดมกิจ หรือ ตี๋ เพื่อนศิลปิน ได้รับบาดเจ็บแขนขวาขาด จึงตัดสินใจนำผลงานชิ้นนี้ออกมาประมูลเพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือ

3.ภาพวาดสีน้ำมัน ขนาด 100 x 100 ซม. ชื่อ “สายฝนโปรยปราย ณ สะพานมัฆวาน”โดย วสันต์ สิทธิเขตต์ ประมูลโดย "รมย์มณี" ในราคา 530,000 บาท
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

องค์กรสตรีต้านวันเฉลิมนั่งเลขาฯรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายอุดมเดช รัตนเสถียร รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กล่าวถึงกรณีมีข่าวนายวันเฉลิม อยู่บำรุง บุตรชายร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.สาธารณสุข จะมารับตำแหน่งเลขานุการรมว.พม.ว่า ตนไม่มีปัญหาใครจะมาก็มาได้ ขึ้นกับผู้ใหญ่จะเห็นอย่างไร หากนายวันเฉลิมจะมาเป็นเลขาฯ ตนก็ไม่มีปัญหา และไม่ห่วงกระแสต่อต้านจากคนทำงานด้านสังคมที่อาจไม่ยอมรับพฤติกรรมในอดีต ของนายวันเฉลิม เพราะทุกคนมีสิทธิคิดได้ แต่อยากให้เอาปัจจุบันเป็นตัวตั้ง อย่าไปยึดติดอดีต วันนี้นายวันเฉลิมอาจมีความตั้งใจทำงานเพื่อสังคม คิดว่าอย่าไปตั้งข้อจำกัดตัวบุคคล ซึ่งส่วนตัวตนก็พบเจอนายวันเฉลิมตามงานต่างๆ ก็เห็นว่าเป็นคนน่ารัก
ด้าน น.ส.สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า อยากถามรมว.การพัฒนาสังคมฯ ว่าการยอมให้นายวันเฉลิมมาเป็นเลขาฯ คิดอย่างไร เพราะภาพกระทรวงนี้มีมาตรฐานจริยธรรม คุณธรรมสูงกว่ากระทรวงอื่น เพราะเป็นที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ใครจะมาดูและไม่ว่าเป็นรัฐมนตรี เลขาฯ หรือโฆษก ใครก็ตามต้องเป็นคนที่มีภาพทางสังคมที่สง่างาม เป็นแบบที่สังคมยอมรับ เพราะกระทรวงนี้เดือนพ.ย.จะเป็นเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงในสังคม ความรุนแรงในครอบครัว และความรุนแรงทางเพศ การเลือกคนมาทำงานขอให้พิจารณารอบด้าน อย่าเอาคนที่มีคุณสมบัติถูกตั้งคำถามจากสังคม โดยเฉพาะองค์กรสตรี องค์กรเด็ก และสื่อมวลชน
ที่มา ข่าวสด

รวบแก๊งโจ๋รุมตื้บนศ.วิศวราชมงคลตกคลองดับ

จากกรณีนายศราวุธ คำเขื่อน อายุ 24 ปี นักศึกษาวิศวอุตสาหการ ปี 4 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตล้านนา ถูกแก๊งวัยรุ่นรุมทำร้ายและผลักตกน้ำจนเสียชีวิต เหตุเกิดโดยพบศพเมื่อ 19.00 น.วันที่ 9 ต.ค.51 ที่ผ่านมา มีผู้พบศพลอยตามลอยตามคลองชลประทาน บ้านหนองควาย หมู่ 1 ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ สภาพศพตามร่างกายมีรอยฟกชำ และที่ ศรีษะกลางหน้าผากเหมือนถูกตีด้วยของแข็ง จากการสอบสวนทางเจ้าหน้าที่ทราบว่าเมื่อคืนวัน ที่ 7 ต.ค. เวลาประมาณ 02.00 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ช้างเผือกได้รับแจ้งเหตุมีกลุ่มวัยรุ่นจำนวน 10 กว่าคนรุมทำ ร้ายนักศักษาจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเหตุเกิดบริเวณริมถนนคลองชลประทานสาย เชียงใหม่ 700 ปี ต. ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จากนั้นก็จับโยนลงคลองชลประทานและหลบหนีไป กระทั่งพบศพดังกล่าว
ล่าสุดเมื่อเวลา 11.00 น. พ.ต.อ.ปิยบุตร อัจฉริยมงคล ผกก.สภ.ช้างเผือก พ.ต.ท.วิชาญ ชูฤทธิ์ รอง ผกก.สส. พ.ต.ต.มนตรี ภูมิสอาด สว.สส.สภ.ช้างเผือก พร้อมกำลังชุดสืบสวน แถลงข่าวจับกุมกลุ่มวัยรุ่นที่ร่วมกันก่อเหตุฆ่านายศราวุธ โดยผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมเป็นวัยรุ่นอายุระหว่าง 15-19 ปี จำนวน 13 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ขณะกำลังนั่งมั่วสุ่มกันบริเวณศาลาที่พักริม ทาง ในเขต อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
สำหรับผู้ต้องหาประกอบด้วยนายสุรพงษ์ แก้วสัน อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 730 หมู่ที่ 8 ต.ท่าน้อย อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี เพิ่งพ้นโทษจากสถานพินิจเด็กและ เยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ หัวหน้าแก๊ง นายจักรชัย สิทธิเดช อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 95/5 หมู่ที่ 6 ต. แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ นายเอก (นามสมมติ) อายุ 17 ปี นายน้อย (นามสมมติ) อายุ 16 ปี นาย บอย (นามสมมติ) อายุ 17 ปี นายยุทธ (นามสมมติ) อายุ 17 ปี นายบี (นามสมมติ) อายุ 16 ปี นาย ใหม่ (นามสมมติ) อายุ 16 ปี นายหนุ่ม (นามสมมติ) อายุ 17 ปี นายแดง (นายสมมติ) อายุ 17 ปี นาย อ๊อด (นามสมมติ) อายุ 16 ปี นายศร (นามสมมติ) อายุ 16 ปี และนายเดช (นามสมมติ) อายุ 17 ปี โดยได้ตั้งข้อหา"ร่วมกันปล้นทรัพย์ ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับบาดเจ็บสาหัส"
สอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดให้การว่าตอนเกิดเหตุได้นั่งดื่มสุรากันจากนั้นจะขับ รถ เดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางนายศราวุธ ผู้ตายและนายพัฒกิจ ไม่ทราบนามสกุล ขับรถแซงรถกลุ่มพวกตน ด้วยความเมาและหมั่นไส้ จึงขับปาดหน้า และลงมือรุมทำร้ายร่างกายทั้งสองคน ช่วงชุลมุนกันอยู่นั้นปรากฏว่าระหว่างนั้นเองได้เกิดเหตุชุลมุนจนนายศราวุธ พลัดตกคลองชลประทาน และไม่ทราบว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร จากนั้นก็ได้ชิงทรัพย์ของนายพัฒกิจ ไป ประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และเงินสดอีกเล็กน้อย ก่อนพวกตนจะขับรถแยกย้ายกันกลับบ้าน กระทั่งทราบข่าวว่า นายศราวุธ เสียชีวิตแล้วจึงได้แยกย้ายกันหลบหนี และได้นัดแนะกันมารวมกลุ่มเพื่อปรึกษากับเรื่องที่เกิดขึ้นแต่ก็มาถูกเจ้า หน้าที่ล้อมจับกุมตัวได้ดังกล่าว

ผลเจรจาไทย-เขมรล้มเหลว


ผลเจรจาทหารไทย-กัมพูชา ไร้ข้อสรุป ยังคงตรึงกำลังไว้ทั้งสองฝ่าย จัดชุดลาดตระเวนร่วมป้องกันการปะทะ พร้อมนัดเจรจารอบใหม่ 21ตุลาฯที่เสียมราฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า การเจรจาร่วมกันระหว่างทหารไทย กับทหารกัมพูชา หลังเกิดเหตุปะทะกันที่ภูมะเขือ เชิงปราสาทเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ วานนี้ ปรากฏว่า ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันในการจัดกำลังชุดลาดตระเวนร่วมในพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อป้องกันการปะทะ และนัดเจรจาคณะกรรมการชายแดนระดับภูมิภาค หรือ อาร์บีซี อีกครั้งในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ ที่เมืองเสียมราฐ ของประเทศกัมพูชา

พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่2

ผู้ สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า การเจรจาร่วมกันระหว่างทหารไทย กับทหารกัมพูชา หลังเกิดเหตุปะทะกันที่ภูมะเขือ เชิงปราสาทเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ วานนี้ ปรากฏว่า ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันในการจัดกำลังชุดลาดตระเวนร่วมในพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อป้องกันการปะทะ และนัดเจรจาคณะกรรมการชายแดนระดับภูมิภาค หรือ อาร์บีซี อีกครั้งในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ ที่เมืองเสียมราฐ ของประเทศกัมพูชา

พล. ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยภายหลังหารือกับฝ่ายกัมพูชาว่าไทยและกัมพูชาตกลงทำการลาดตระเวณร่วม กันในพื้นที่พิพาทใกล้ชายแดน หลังจากการหารือกับฝ่ายกัมพูชาเป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยทั้งสองฝ่ายจะตรึงกำลังและปืนใหญ่ในบริเวณพื้นที่ทับซ้อนใกล้บริเวณ ปราสาทพระวิหารต่อไป

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน รองผู้ว่าราชการ จ.ศรีสะเกษ เรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ 3 ตำบลของ อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ติดชายแดนกัมพูชา เพื่อซักซ้อมความเข้าใจแผนอพยพประชาชน กรณีเกิดการปะทะกันของทหารทั้ง 2 ฝ่ายขึ้นอีก ตามแผนจะอพยพเฉพาะเด็ก สตรี คนชรา ผู้ป่วย คนพิการ และพระสงฆ์ในพื้นที่ 17 หมู่บ้าน

นายวีระพันธุ์ วัชราทิพย์ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา กล่าวภายหลังเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา เมื่อวานนี้ ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ปิดสถานทูตไทยในกัมพูชา รวมทั้งยังไม่มีแผนอพยพคนไทยในกัมพูชากลับประเทศ ทั้งนี้ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา จนถึงเที่ยงวันนี้ มีคนไทยเดินทางกลับประเทศแล้วกว่า 600 คน โดยส่วนใหญ่ เป็นนักธุรกิจที่มีความกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะมีบทเรียนจากกรณีเผาสถานทูต

กระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญคณะทูตานุทูต และองค์กรระหว่างประเทศ 80 ประเทศ มารับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์การปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา จากนายวีรชัย พลาศรัย อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ซึ่งลงพื้นที่จุดที่มีการปะทะกัน และมีปัญหาทับซ้อนของพื้นที่

นอก จากนี้ ยังเชิญ พล.ท.ธำรงศักดิ์ ดีมงคล ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ มาเปิดเผยข้อมูลหลังจากพบกับระเบิด TMM 2 ในพื้นที่ ซึ่งสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นการนำมาฝังใหม่ของฝ่ายกัมพูชา เพราะว่ามีนายทหารพรานของไทย 2 นายได้รับบาดเจ็บขาขาด จากการเหยียบกับระเบิดบริเวณดังกล่าว เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ถือว่าเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา หรือ ห้ามทุ่นระเบิดที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามเป็นภาคีระหว่างกัน เมื่อปี 2543

สำหรับอนุสัญญาออตตาวา มีสาระสำคัญคือ การห้ามใช้สะสม ผลิตและเคลื่อนย้ายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยที่ประชุมจะมีการนำภาพที่ฝ่ายไทยเก็บ และรวบรวมเป็นหลักฐานมาแสดงให้คณะทูตานุทูตรับทราบ.
ที่มา โพสท์ทูเดย์

ผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่16ต.ค.


ที่มา คมชัดลึก

แพทย์หญิงคว้าปืนยิงหมอหนุ่ม เหตุขอหมาคืนไม่ได้หลังเลิกลา

ตำรวจแจ้งข้อหาแพทย์หญิง รพ.สรรพสิทธิประสงค์ ฐานพยายามฆ่า หลังก่อเหตุใช้ปืนยิงแฟนหนุ่ม นายแพทย์โรงพยาบาลเดียวกัน แต่กระสุนพลาดเป้าไปโดนรถยนต์แทน เผย ชนวนเหตุนัดคุยเพื่อยุติความสัมพันธ์ เผย แพทย์หญิงขอแค่หมาคืน แต่ตกลงกันไม่ได้ คว้าปืนยิง

(16ต. ค.) เวลา 10.00 น. ร.ต.อ.มรกตภูมิ พลศักดิ์ ร้อยเวร สภ.เมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี รับมอบตัวแพทย์หญิงนภาวรร์ ชอบประดิถ อายุ 29 ปี แพทย์ประจำโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี อยู่บ้านเลขที่ 39/15 ถนนเลี่ยงเมือง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จ.อุบลราชธานี พร้อมปืนของกลางขนาด .22 กระสุนปืน 5 นัดที่ใช้ก่อเหตุ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาพยายามฆ่า มีอาวุธปืน และทำให้เสียทรัพย์ ทั้งนี้จากการสอบสวนเจ้าตัวให้การปฎิเสธตลอดข้อกล่าวหาและยื่นหลักทรัพย์ขอ ประกันตัว

การจับกุมแพทย์หญิงครั้งนี้ สืบเนื่องจาก เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา ร.ต.อ.มรกตภูมิ ร้อยเวร สภ.เมืองอุบลฯ ได้รับแจ้งจาก นายแพทย์ศุภโชค พุทธเจริญลาภ อายุ 33 แพทย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อยู่บ้านเลขที่ 29/2 หมู่ที่ 7 ต.ยางตาล อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ ว่า ถูกแพทย์หญิงนภาวรรณ์ แฟนสาว ใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่ขณะนั่งอยู่ในรถยนต์ เหตุเกิดที่บริเวณถนนสาธารณะ หมู่บ้านสาริน 2 หมู่ที่ 4 บ้านด้ามพร้า ต.ขามใหญ่ อ.เมือง จ.อุบลฯ เจ้าหน้าที่จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงพบรถยี่ห้อจิ๊ป เชอร์โรกี มีรอยถูกยิงที่บริเวณประตูด้านหน้าคนขับ 2 นัดจากการสอบสวนเบื้องต้นมีปลอกกระสุนปืนขนาด .22 ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ 2 ปลอกเจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนเบื้องต้นนายแพทย์ศุภโชค ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้พูดจาตกลงเรื่องส่วนตัวกับแพทย์หญิงนภาวรรณ์ โดยได้ตกลงกันว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันต่อไปอีก ซึ่งตกลงด้วยดี แต่ที่ตกลงกันไม่ได้ก็คือเรื่องสุนัข ที่แพทย์หญิงนภาวรรณ์ขอคืน แต่ตกลงกันไม่ได้ โดยนายแพทย์ศุภโชคได้นำเอาสุนัขติดมาในรถยนต์ ขณะที่กำลังจะขับรถออก ก็ถูกแพทย์หญิง นภาวรรณ์ ใช้ปืนที่เตรียมมายิงเข้าใส่ กระสุนปืนถูกแต่รถดังกล่าว
ที่มา คมชัดลึก

ป.ป.ช.ชี้สมชายผิดวินัยร้ายแรงไม่เก็บค่าธรรมเนียม 70 ล้าน


วันนี้ (16 ต.ค.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้ชี้มูลความผิดทางวินัยร้ายแรงต่อ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม และนายบัณฑิต รชตะนันท์ อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ปัจจุบันเป็นผู้พิพากษาอาวุโส ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 84 และมาตรา 85 ฐานไม่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของราชการ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ ความผิดดังกล่าวเกิดจาก กรณีการสั่งระงับเรื่องไม่ให้ดำเนินคดีกับ นายประมาณ ตียะไพบูลย์สิน อดีตอธิบดีกรมบังคับคดี และนายมานิตย์ สุธาพร อดีตรองอธิบดีกรมบังคับคดี กรณีศาลจังหวัดธัญบุรีได้ขายทอดตลาดที่ดิน 2 แปลงที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อปี 2542 ให้บริษัท โมเดิร์นโฮม จำกัด (มหาชน) ในราคา 897 ล้านบาท โดยผู้ซื้อได้วางเงินค่าซื้อทรัพย์ 70 ล้านบาทต่อศาล และได้ส่งเงิน 70 ล้านบาท มายังกรมบังคับคดี แต่นายมานิตย์ และนายประมาณ ผู้ถูกกล่าวหา มีคำสั่งคืนเงิน 70 ล้านบาท ที่ได้จากการขายทอดตลาด โดยไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดร้อยละ 5 ตามกฎหมาย ทำให้รัฐได้รับความเสียหาย

สำหรับขั้นตอนต่อไปหลังจากนี้ ป.ป.ช.จะส่งสำนวนการสอบสวนให้ อ.ก.พ.กระทรวงยุติธรรมพิจารณาลงโทษนายสมชายย้อนหลังและคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) พิจารณาโทษนายบัณฑิต ซึ่งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ต้องยึดสำนวนการสอบสวนของ ป.ป.ช.ในการพิจารณาโทษดังกล่าวซึ่งบุคคลทั้งสองมีโทษถึงปลดออกจากราชการ

สำหรับ นายสุทัศน์ เงินหมื่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น เนื่องจากความผิดดังกล่าวไม่ใช่ความผิดทางอาญา เป็นเพียงความผิดทางวินัย เมื่อนายสุทัศน์พ้นตำแหน่งไปแล้วและไม่ใช่ข้าราชการประจำจึงไม่สามารถดำเนิน ใดๆ ได้
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

โรงแรมศูนย์ดาว แห่งแรกของโลก เปิดแล้วที่สวิตเซอร์แลนด์


ห้องพักของโรมแรมแต่ละห้องปิดทึบทุกด้านไม่มีวิวให้ชม แถมให้บริการน้ำร้อนอย่างจำกัด,ไม่มีรูมเซอร์วิส,ไม่มีโทรทัศน์ มิหนำซ้ำแขกที่มาพักยังได้รับคำเตือนว่า พวกเขาอาจต้องใช้ห้องร่วมกับทหาร,นักดับเพลิง และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย หากสงครามนิวเคลียร์อุบัติขึ้น

"น้อยๆ คือมากมาย เป็นคำขวัญของพวกเรา" แพตทริก ริกลิน พนักงานโรงแรมศูนย์ดาวแห่งนี้กล่าว

ทางการสวิสอนุญาตให้เปิดโรงแรมแห่งนี้ได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ต้องรักษาให้หลุมหลบภัยแห่งนี้อยู่ในสภาพเดิม และเตรียมพร้อมใช้การทันทีหากเกิดหายนะในประเทศ

ดูไบเนรมิตน้ำพุสูงกว่าตึก 50 ชั้น สูงที่สุดในโลก


เบิร์จ ดูไบ เลกเตรียมเพิ่มเติมมหัศจรรย์แห่งสัมผัสทางสายตาให้กับอาคารสูงที่สุดในโลก น้ำพุที่ว่ามีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2009 โดยจะดูดน้ำ 22,000 แกลลอนจากทะเลสาบที่สร้างขึ้นบนเนื้อที่ที่มีความยาวพอๆ กับสนามฟุตบอล 2 สนามต่อกัน และดันขึ้นฟ้าด้วยความสูง 490 ฟุต

ขณะเดียวกัน จะมีการแสดงแสงจากไฟกว่า 6,600 ดวง และมีเสียงเพลงเป็นจังหวะให้น้ำพุเต้นระบำภายในทะเลสาบขนาด 30 เอเคอร์

โมฮัมหมัด อาลี อาลับบาร์ ประธานเอมาร์ พร็อพเพอร์ตีส์ คาดว่า น้ำพุในเบิร์จ ดูไบ เลก ที่มีขนาดใหญ่กว่าของคู่แข่งคือโรงแรมเบลลาจิโอในลาสเวกัสกว่า 25% จะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ปีละกว่า 10 ล้านคน

“น้ำพุนี้เป็นมากกว่าภาพอันน่าอัศจรรย์ที่เสริมความงดงามของเบิร์จ ดูไบ แต่ยังเป็นความเลิศล้ำทางวิศวกรรมที่จะทำให้ดูไบกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอด นิยมของคนทั่วโลก” อาลี อาลับบาร์อวดอ้าง

ทั้งนี้ เบิร์จ ดูไบ ตึกที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในโลก มีดาดฟ้าสังเกตการณ์อยู่บนชั้น 124 เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมทัศนียภาพอันงดงามสุดลูกหูลูกตาของดูไบ
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ออสเตรเลียสั่งเก็บจระเข้ยักษ์เขมือบคนไว้เพาะพันธุ์


ศพมนุษย์ที่คาดว่าจะเป็นอาร์เธอร์ บูเกอร์ วัย 62 ปี ซึ่งหายตัวไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว ขณะเที่ยววันหยุดกับภรรยาทางตอนเหนือของรัฐควีนส์แลนด์ ถูกพบอยู่ในท้องของจระเข้ยักษ์ขนาด 4.5 เมตร ที่จับได้ในพื้นที่ดังกล่าว

ไมเคิล เดเวอรี โฆษกหน่วยคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของรัฐ เผยว่า เนื่องจากขนาดของเจ้าสัตว์เลื้อยคลานเพชฌฆาตตัวนี้ใหญ่มาก จนถือเป็นสัตว์คุ้มครอง จึงไม่สามารถฆ่ามันได้ ทว่า ก็ไม่สามารถปล่อยมันกลับสู่ธรรมชาติได้

นอกจากนี้ ภายใต้กฎหมายของรัฐควีนส์แลนด์ ไม่สามารถจะนำไปออกแสดงในสวนสัตว์ หรือสถานเลี้ยงสัตว์ป่า โดยมีป้ายระบุไว้ว่ามันเคยกินคนมาก่อน ดังนั้น โครงการเพาะพันธุ์จึงเป็นทางเลือกเดียวสำหรับเจ้าจระเข้ตัวนี้

เดเวอรี กล่าวผ่านสถานีวิทยุแห่งชาติว่า “จระเข้ตัวใดก็ตามที่มีขนาด 4 เมตรขึ้นไปนั้นอยู่ภายใต้แผนอนุรักษ์จระเข้ ดังนั้นมันจึงจำเป็นต้องไปยังสถานที่ที่มันสามารถถูกนำไปใช้เป็นประโยชน์ใน การอนุรักษ์พันธุ์จระเข้”

ทั้งนี้ บูเกอร์ ได้หายตัวไปเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากเขาไปดักปูในแม่น้ำใกล้เมืองคุกทาวน์ ที่ถูกเรียกว่า “ถ้ำจระเข้” พื้นที่ทางตอนเหนือของควีนส์แลนด์